เพิ่มพูน ปลุกสมัชชาสภาการศึกษา คิดนอกกรอบ ช่วยพัฒนาการศึกษา-ลดความเหลื่อมล้ำ
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2567 ที่ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จ.ปทุมธานี พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธารเปิดงานสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 2 (2ⁿᵈ National Education Assembly)”All for Education จับมือไว้ สร้างการศึกษาไทยไปด้วยกัน” โดยมี นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ภาคีเครือข่ายทางการศึกษา หน่วยภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมกว่า 600 คน
พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ “ABE การศึกษาเชิงพื้นที่ขับเคลื่อนการศึกษาระดับชาติ” ตอนหนึ่งว่า การนำนโยบายของศธ. “เรียนดี มีความสุข” ตลอดจนการขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติ ให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ สู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม อยากเชิญชวนทุกคน “มาร่วมกัน ปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเพศ” เพราะเป็นการลงมือทำทันที สิ่งใดที่ทำแล้วส่งผลดีกับผู้เรียน ให้รีบลงมือปฏิบัติ “ทำดี ทำได้ ทำทันที” ทั้งนี้ส่วนใหญ่เรายึดติดกับคำว่า “การปฏิรูปการศึกษา” ที่ต้องรอและเป็นไปตามระบบราชการ งานบางอย่างอาจล่าช้า ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ลงมือทำทันที เพื่อแก้ปัญหาความท้าทายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษา สิ่งที่สำคัญคือหัวใจ อยากให้พวกเรา ช่วยกันขับเคลื่อน พัฒนาการศึกษา ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ อย่างไรตาม การศึกษาไม่ใช่เรื่องของศธ. และ สกศ. เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคนตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ ซึ่งกระบวนการศึกษาและการเรียนรู้ ปัจจุบันเปลี่ยนไป ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งนี้ พบว่าปัจจุบันสมัชชายังมี สกศ.ซึ่งเป็นภาครัฐเป็นผู้นำอยู่ ตนอยากให้สมัชชาต่างๆ เริ่มดำเนินการด้วยตนเอง ดังนั้นการประชุมสมัชชาวันนี้อยากให้คิดนอกกรอบ ว่าจะทำอย่างไรที่จะพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ของตน พร้อมกับปลูกฝังให้เด็กรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประเทศชาติ ขอให้ทุกคนรีบลงมือปฏิบัติ “ทำดี ทำได้ ทำทันที”
พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวว่า จากที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ 1 ปี เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความสูญเสียทางการศึกษา จึงอยากให้สมัชชาร่วมกันคิด ระดมสมองว่าทำอย่างไร ที่จะให้เด็กมีความมั่นคงในชีวิต เรียนแล้วสามารถอยู่ในสังคม ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบในการทำงาน ส่วนสมัชชาปัจจุบันนี้พบว่า มี 37 จังหวัดแล้ว ผมไม่เน้นปริมาณ แต่อยากให้เน้นไปที่คุณภาพ เพราะบางครั้งการที่เราเร่งเร็วเกินไปอาจจะไม่สนองต่อการดำเนินงาน จึงขอให้ทุกคนร่วมกันปฏิวัติการศึกษา ร่วมกันมือ รีบนำไปปฏิบัติทดลอง เมื่อได้ผลสรุปขอให้นำมาถ่ายทอดให้กับจังหวัดต่างๆ เชื่อว่าถ้าทำดี จังหวัดต่างๆ ที่เหลืออยู่จะมาตั้งสมัชชาเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาร่วมกัน
“ ที่ผ่านมา สกศ. นำร่องและทำได้ดีอยู่แล้ว แต่อยากให้สิ่งที่เกิด เกิดในเชิงคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ ไม่จำเป็นต้องเร่งให้เกิดสมัชชาครบ 77 จังหวัด จังหวัดไหนภาคเอกชน ภาคประชาสังคมมีความพร้อมที่จะร่วมมือในการทำงานขับเคลื่อนมิติการศึกษาอีกมิติหนึ่งก็สามารถทำได้ โดยการขับเคลื่องานต่างๆ จะใช้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เป็นหลัก การทำงานจะประสานมีความเข้มข้นขึ้น“ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าว

ด้านดร.อรรถพล กล่าวว่า สกศ. มีหน้าที่และพันธกิจที่สำคัญ คือ การจัดทำและขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สกศ.ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในกระบวนการจัดการศึกษาและการทำงานร่วมกันโดยยึดหลัก “การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม” (All for Education) จึงจัดเวทีสมัชชาสภาการศึกษาขึ้นเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา เป็นเวทีกลางเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชื่อมโยง และพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดความเข้มแข็ง อีกทั้งเพื่อร่วมรับรู้ ร่วมให้ความเห็น ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมตัดสินใจ จนนำไปสู่ฉันทมติสมัชชาสภาการศึกษา ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อันเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ที่เชื่อมต่อกันไปจนถึงระดับชาติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
“การประชุมสมัชชาครั้งนี้ เป็นการมีจังหวัดนำร่องทั้งหมด 37 แห่ง ซึ่งเป็นการศึกษาในเชิงพื้นที่ โดยแต่ละพื้นที่จะมีมุมมอง มีแนวคิดในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และสอดคล้องกับภูมิภาคที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. กำชับเรื่องการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มที่ออกจากระบบและไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้ สมัชชการศึกษาในพื้นที่จะเห็นปัญหา เห็นกลุ่มเป้าหมายว่าเด็กที่ออกนอกระบบอยู่ที่ไหน และทำอย่างไรถึงจะดึงเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ โดยรัฐมนตรีว่าการ ศธ. มอบหมายให้ สกศ.นำนวัตกรรมต่างๆ ไปขับเคลื่อนในเชิงพื้นที่มากขึ้น เช่น ธนาคารหน่วยกิต ระบบเทียบความรู้และสมรรถนะในการทำงาน เพื่อสร้างอาชีพ สร้างความรู้ให้เยาวชนต่อไป” ดร.อรรถพล กล่าว


