คณาจารย์มช. ค้านตัดเงินประจำตำแหน่งวิชาการ หวั่นทำลายขวัญกำลังใจบุคลากรมหาวิทยาลัย
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคณาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายก และกรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอให้ทบทวนร่างประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์การได้รับเงินประจำตำแหน่งสายวิชาการ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยระบุว่า
ตามที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ออกร่างประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การได้รับเงินประจําตําแหน่งสายวิชาการ หรือที่เรียกกันว่าค่าตอบแทนตำแหน่งวิชาการขาสอง โดยกำหนดหลักเกณฑ์ให้คณาจารย์ที่มีตำแหน่งวิชาการ ต้องยื่นผลงานวิชาการทุกปี ซึ่งเพิ่มจากภาระงานเดิมที่ทำอยู่ และหากไม่สามารถยื่นผลงานวิชาการตามจำนวนและเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด จะถูกหักค่าตอบแทนทางวิชาการในอัตราต่างๆ ต่อเนื่องกัน จนอาจถึงขั้นไม่จ่ายเงินค่าตอบแทนตำแหน่งวิชาการขาสองเลยนั้น
กลุ่มคณาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในสายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มีความกังวลต่อร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว และใคร่ขอเสนอความคิดเห็น ดังต่อไปนี้
1) ร่างประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การได้รับเงินประจำตำแหน่งสายวิชาการฉบับดังกล่าว มีเนื้อหาและแนวทางที่ละเมิดต่อสัญญาที่มหาวิทยาลัยมีต่อพนักงานมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในเรื่องหลักการในการสนับสนุนสิทธิและสวัสดิการในการทำงานของพนักงานมหาวิทยาลัย ให้มีไม่น้อยไปกว่าสิทธิและสวัสดิการที่ข้าราชการที่ทำงานอยู่เดิมในมหาวิทยาลัยได้รับ การกำหนดให้คณาจารย์ที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัย จะต้องยื่นผลงานทางวิชาการทุกปี มิเช่นนั้นจะถูกตัดลดค่าตอบแทนผลงานวิชาการในสัดส่วนต่างๆกันลงทุกปี ไม่เพียงเป็นการสร้างหลักเกณฑ์ใหม่ที่เพิ่มภาระงานมากขึ้นให้กับคณาจารย์ที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัย หากแต่ยังเป็นหลักเกณฑ์ที่มีบทลงโทษในการตัดลดสวัสดิการของพนักงานมหาวิทยาลัยลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม และละเมิดต่อสิทธิและสวัสดิการของพนักงานมหาวิทยาลัย
2) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ดำเนินการจ่ายค่าตอบแทนผลงานวิชาการขาสอง ตามเกณฑ์ในการขอตำแหน่งวิชาการที่กำหนดโดยมหาวิทยาลัยมาโดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่คณาจารย์ในสายพนักงานมหาวิทยาลัย ได้ปฏิบัติตามมาด้วยดีโดยตลอด นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการจ้างงานและการต่อสัญญาจ้างพนักงานมหาวิทยาลัย ตามเกณฑ์การยื่นผลงานวิชาการเพื่อขอตำแหน่งวิชาการ โดยมีบทลงโทษในการไม่ต่อสัญญาจ้างเพื่อการควบคุมกำกับการยื่นผลงานวิชาการของคณาจารย์อยู่แล้ว การสร้างหลักเกณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก จึงไม่เพียงเป็นการสร้างภาระงานที่เพิ่มมากขึ้นให้กับคณาจารย์ แต่ยังเป็นสิ่งที่ซ้ำซ้อนกับหลักเกณฑ์เดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างแรงกดดันและความเครียดในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้นให้กับคณาจารย์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีต่อมหาวิทยาลัยโดยรวม
3) ปัจจุบัน สภาพการจ้างงานในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศอื่นๆ นั้น มีแนวทางการสร้างแรงจูงใจในการทำงานต่อบุคลากรที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอัตราการขึ้นเงินเดือนในแต่ละปีที่ค่อนข้างต่ำ ทุนสนับสนุนการทำวิจัยที่ไม่เพียงพอ ตลอดจนค่าตอบแทนในการตีพิมพ์ผลงานวิชาการในฐานข้อมูลระดับนานาชาติ และระดับชาติที่ต่ำกว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำอื่นๆของประเทศ อีกทั้งคณาจารย์ที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยนั้น ก็มิได้รับสวัสดิการบำเหน็จ บำนาญ เทียบเท่าข้าราชการ นโยบายการบังคับให้คณาจารย์ต้องทำงานที่หนักมากขึ้น ด้วยข้อกำหนดที่มีผลย้อนหลังในการตัดและลด ค่าตอบแทนตำแหน่งวิชาการขาสองซึ่งเคยได้รับอยู่แล้ว จึงน่าจะทำลายขวัญและกำลังใจของคณาจารย์ในปัจจุบัน ก่อให้เกิดภาวะสมองไหล บุคลากรที่มีอายุการทำงานไม่มาก หมดกำลังใจที่จะทำงานต่อในมหาวิทยาลัย บั่นทอนความกระตือรือร้นที่จะทำงานสร้างสรรค์ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ที่เป็นลบของมหาวิทยาลัยต่อสาธารณชนภายนอก อีกทั้งจะก่อให้เกิดการปิดกั้นโอกาสการเข้ามาใหม่ของนักวิชาการที่มีศักยภาพและความสามารถ ที่จะมาช่วยสร้างเสริมความเข้มแข็งทางวิชาการให้กับมหาวิทยาลัยในอนาคต
4) กระบวนการออกร่างประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การได้รับเงินประจำตำแหน่งสายวิชาการ ดำเนินไปในลักษณะที่ค่อนข้างเร่งรีบ และปราศจากการมีส่วนร่วมของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยอย่างทั่วถึง คณาจารย์จำนวนมาก ยังไม่ทราบถึงข้อกำหนดใหม่ดังกล่าว หรือรับทราบด้วยข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะผลกระทบที่จะมีต่อสิทธิและสวัสดิการการทำงานของตน คณะบางคณะ เช่น คณะสังคมศาสตร์ ได้มีบันทึกเสนอความคิดเห็นไปยังฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัย และเสนอให้มีการทบทวนร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอให้ขยายเวลาในการพิจารณาเรื่องนี้ออกไปเป็นเวลา 1 ปี โดยเสนอให้มหาวิทยาลัยเปิดให้คณาจารย์ได้มีส่วนในการร่วมพิจารณา และเสนอทางเลือกอื่นๆ ในเรื่องดังกล่าว อีกทั้งสภาพนักงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ได้มีบันทึกข้อเสนอและประเด็นท้วงติง หลายประการไปยังฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัย จวบจนปัจจุบัน ก็ยังมิได้รับการตอบกลับจากทางมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด
กลุ่มคณาจารย์ในสายสังคมศาสตร์ และ มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงขอเรียกร้องให้สภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีการทบทวนการตัดสินใจเรื่อง ร่างประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การได้รับเงินประจำตำแหน่งสายวิชาการ อย่างละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงและปัญหาข้อขัดแย้งหลายประการ โดยใคร่ขอเสนอให้มีการขยายระยะเวลาในการพิจารณาเรื่องนี้ออกไปเป็นระยะเวลา 1 ปี พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวที่มีตัวแทนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกคณะเข้าร่วม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสรอบด้าน อย่างแท้จริง

