ห่วง กม.เซ็นเซอร์งานวิจัย จำกัดเสรีภาพวิชาการ ค้านตัดงบ แนะปล่อยต้นสังกัดคุมเข้มเอง

2.09.24 | 07:45 น.

อาจารย์ ม.บูรพา หวั่น กม.เซ็นเซอร์งานวิจัย ทำนักวิจัยท้อ เหตุจำกัดเสรีภาพทางวิชาการ ค้านตัดงบ แนะปล่อยต้นสังกัดคุมเข้ม หัวข้อสุ่มเสี่ยง-จริยธรรม ชี้ต้องมองประโยชน์ 2 ด้าน ทปอ.เร่งถก ข้อดี-ข้อเสีย ด้านปลัด อว.ยันไม่ริดรอนสิทธิ เตรียมเปิดประชาพิจารณ์

เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า กรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา เห็นชอบร่าง พรฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ การวิจัยและข้อกำหนดจริยธรรมการวิจัยซึ่งมีปัญหากับหลักศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พ.ศ. …” ตามที่ อว.เสนอ ภายหลังสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติเสนอ ซึ่งร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 และผ่านความเห็นชอบของสภานโยบาย เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2565 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความกังวล เพราะเกรงว่าจะทำให้การทำงานวิจัยมีปัญหา ถูกตัดทุนวิจัยหากถูกตีความว่าเข้าข่ายมีปัญหากับหลักศาสนาฯ และจำกัดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ ว่า การจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว เป็นไปตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.2564 ที่กำหนดให้ออกกฎหมาย กำหนดจริยธรรมเรื่องการวิจัย

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า วัตถุประสงค์ของร่างพระราชกฤฎีกาฉบับนี้ ไม่ใช่เพื่อปิดกั้น หรือริดรอนสิทธิการจัดทำงานวิจัย แต่อยากให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องที่มีความสุ่มเสี่ยง เช่น งานวิจัยเรื่องคำสอนตามหลักศาสนา หรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ สิทธิมนุษยชน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ร่างพระราชกฤฎีกาฉบับดังกล่าว ยังไม่มีผลบังคับใช้ โดยหลักการหลังผ่านการพิจารณาของ ครม.และไปสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่จะต้องพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อดี ข้อเสีย รวมถึง จัดประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งนักวิชาการสามารถให้ข้อเสนอแนะ และปรับแก้รายละเอียด เพื่อให้กฎหมายฉบับดังกล่าวมีประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัยต่อไป

“ขั้นตอนจากนี้ จะต้องเสนอร่างพระราชกฤฎีกาฉบับดังกล่าวให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาข้อดี ข้อเสีย รวมถึง เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ยังต้องใช้เวลาอีกค่อนข้างมาก ส่วนตัวไม่อยากให้กังวล เพราะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การทำงานวิจัยไว้กว้างๆ ไม่ได้เป็นการิดรอนสิทธินักวิชาการในการทำนักวิจัย” นายศุภชัย กล่าว

นายพงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า โดยปกติการทำงานวิจัยจะมีคณะกรรมการวิจัย ที่ดูเรื่องประเด็นจริยธรรม ความไม่เท่าเทียม และการละเมิดสิทธิบุคคลอยยู่แล้ว การมีพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวออกมา น่าจะเหมือนเป็นการย้ำ

Advertisement

“ทั้งนี้ ต้องไปดูรายละเอียด และตีความร่วมกัน ว่าเพราะเหตุใดต้องยึดกับเรื่องหลักศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี หรือศีลธรรม รวมถึง ต้องลงไปดูเรื่องความเข้มข้น ในการพิจารณาด้วย” นายพงษ์รักษ์ กล่าว

นายพงษ์รักษ์กล่าวอีกว่า ในกลุ่มมหาวิทยาลัย ยังไม่พูดคุยกันเรื่องนี้มากนัก เพราะหลักการทำวิจัย จะมีคณะกรรมการวิจัยดูประเด็นเหล่านี้อยู่แล้ว และไม่ใช่แค่กฎในประเทศเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงกฎสากล ที่ครอบคลุมเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม หลักมนุษยธรรม เชื่อว่านักวิจัยทุกคนรู้ดี เพราะหากไม่ปฏิบัติตาม ก็อาจถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ โดยเฉพาะในระดับนานาชาติ

“ส่วนพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ จะถือเป็นการเซ็นเซอร์งานวิจัย และทำให้ถูกจำกัดสิทธิหรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้ คงต้องไปดูรายละเอียด รวมถึง พิจารณาข้อดี ข้อเสียอีกครั้ง” นายพงษ์รักษ์ กล่าว

นายบุญรอด บุญเกิด อาจารย์ประจำภาควิชาศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยบูรพา (มบ.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับการยกร่างพระราชกฤฎีกาดังกล่าว เพราะบางคนทำวิจัยขาดจริยธรรม ทำให้คุณภาพงานวิจัยที่ออกมาไม่มีคุณภาพ หรือนำงานวิจัยไปใช้ไม่ได้ อาทิ การลอกผลงานการวิจัย รวมทั้ง การทำงานวิจัยโดยไม่คำนึงถึงผู้เข้าร่วมงานวิจัย ทั้งที่มีจริยธรรมการวิจัยควบคุมอยู่แล้ว และมีกฎเกณฑ์การทำวิจัย อาทิ การสัมภาษณ์เด็ก ผู้สูงอายุ ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

นายบุญรอดกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ปัญหาการลอกงานวิจัยเพื่อไปขอตำแหน่งทางวิชาการ และขึ้นเงินเดือน เป็นการเอาเปรียบ ทำให้ขาดคุณธรรม นักวิจัยแต่ละสายควรมีจริยธรรม คุณธรรม ส่วนงานวิจัยไปเกี่ยวข้องกับศาสนา หรือสังคม อาจจะทำให้เสียหาย หรือเกิดผลกระทบสังคม

“แต่ผมไม่เห็นด้วยหากร่างพระราชกฤฎีกาฉบับนี้ จะกระทบกับงบประมาณด้านการทำวิจัย เพราะการทำวิจัยอาจจะไปกระทบสังคม แต่จริยธรรมของนักวิจัยมีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องศาสนา เพราะเป็นกลุ่มเปราะบาง เมื่อไปกระทบแล้วจะตัดงบวิจัย แม้การวิจัยเกี่ยวกับศาสนาอาจสุ่มเสี่ยง แต่มีประโยชน์จะต้องมอง 2 ด้าน ทั้งงานวิจัย และการควบคุมงานวิจัย การตัดเงินวิจัยเลย จะทำให้ผู้ทำงานวิจัยเกิดความท้อ เพราะหากทำงานวิจัยไปครึ่งหนึ่ง เกิดผลกระทบต่อสังคม แล้วตัดงบวิจัย จะส่งผลกระทบต่อผู้ทำวิจัย เช่น การวิจัยเกี่ยวผลกระทบต่อโรคติดต่อบางชนิด จะต้องมีทุนที่ใช้ในการทดลอง อาจมีผลกระทบต่องานวิจัยได้” นายบุญรอด กล่าว

นายบุญรอด กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม หากมีการวิจัยในเรื่องสุ่มเสี่ยง ควรจะต้องให้มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานต้นสังกัดรับผิดชอบ ร่วมกันพิจารณาด้วย ซึ่งจะเป็นทางออกอีกทางหนึ่ง

นายบุญรอด กล่าวว่า ส่วนร่างพระราชกฤษฎีาฉบับนี้จะกำจัดสิทธิเสรีภาพของนักวิจัยหรือไม่ ถือว่าจำกัดเสรีภาพของนักวิจัยพอสมควร หากจะแก้ปัญหาให้ตรงจุดในเรื่องนี้ ควรให้มหาวิทยาลัย หรือองค์กรต้นสังกัดควบคุมนักวิจัย ซึ่งกรณี มบ.จะมีผู้ดูแลควบคุมจริยธรรมของนักวิจัย และมีความเข้มข้นอยู่แล้ว ฉะนั้น หากตัดงบนวิจัย ก็จะทำให้เสรีภาพทางด้านวิจัยหายไปพอสมควร ทางที่ดีควรจะต้องมาดูในเรื่องงานวิจัย ก่อนที่จะตัดงบ ว่าจะเกิดผลกระทบมากน้อยเพียงใด ถ้าหากทำงานวิจัยไปแล้ว สร้างความแตกแยกในสังคม สั่งให้หยุดงานวิจัยอย่างนี้ รับไม่ได้ เบื้องต้นควรปรับเปลี่ยนเนื้อหา ซึ่งสามารถทำได้จนกว่างานวิจัยจะสำเร็จ

“ร่างพระราชกฤษฎีกาที่จะออกมาใหม่ ควรจะดำเนินการเฉพาะกลุ่ม ไม่ควรจะครอบคลุมไปทั้งหมด ควรจะมีข้อบังคับที่ชัดเจนก่อนทำการวิจัย เช่น ผ่านองค์กร ผ่านต้นสังกัด ไม่ใช่ปล่อยให้ทำวิจัย เมื่อเกิดการผิดพลาดแล้วตัดงบวิจัยเลย มองว่าไม่ถูกต้อง” นายบุญรอด กล่าว