ศธ.จ่อของบกลางหนุน ‘เรียนทุกที่ทุกเวลา’ หลังกมธ.ตีตก 4 พันล้าน ‘สุรศักดิ์’ ห่วงนโยบายสะดุด
เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ ศธ. ได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณ ปี 2568 เพื่อดำเนินโครงการการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา(Anyway Anytime) จำนวน 7,644,068,100 บาท ได้รับการจัดสรร 3,395,466,600 บาท ถูกตัดไป 4,148,601,500 บาท และได้ขอแปรญัตติงบที่ถูกตัดไปคืนกลับมานั้น ล่าสุดทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ได้พิจารณาและมีมติไม่อนุมัติตามที่ศธ.เสนอ จากนี้ คงต้องรอฟังนโยบายการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในส่วนนโยบายด้านการศึกษา ว่าสอดรับกับทิศทางที่ศธ. ดำเนินการอยู่หรือไม่ หากมีความสอดคล้องกัน ก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะของบใช้กลางเพื่อดำเนินการโครงการดังกล่าวให้ครอบคลุม เพราะถือเป็นหนึ่งในนโยบายรัฐบาลเช่นเดียวกัน
“หน่วยงานที่เข้าชี้แจง รายงานว่า ทางกมธ.วิสามัญฯ ให้เหตุผลที่ไม่อนุมัติงบแปรญัตติ ตามที่ศธ. เสนอ โดยอยากให้ดูในเรื่องของความพร้อมในการดำเนินการ เนื่องจากเป็นโครงการที่ค่อนข้างใหญ่ ทั้งนี้ผมเองเข้าใจ แต่ก็ยอมรับว่า รู้สึกผิดหวังบ้าง เพราะเป็นโครงการที่ศธ. ตั้งใจมาก อยากดำเนินการให้ครอบคลุมทั้งระบบ เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้ มีการเตรียมความพร้อม ทั้งในเรื่องของการจัดทำแพลตฟอร์มเนื้อหาสาระ การเช่าอุปกรณ์ ค่าเช่า Cloud Computing หรือ Cloud (คลาวด์) เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าใช้งานพร้อมกันได้จำนวนมาก โดยไม่ติดขัด รวมถึงให้ทุกคนมีพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลรวมถึงมีระบบการดูแลความปลอดภัยของข้อมูล และขณะนี้ยังมีบริษัทระดับโลกหลายแห่งเสนอให้เช่าอุปกรณ์ในราคาที่ถูก ซึ่งเท่าที่ดู เบื้องต้น คิดว่าคุ้มค่ากับงบประมาณอย่างงแน่นอน” นายสุรศักดิ์ กล่าว
นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมีส่วนสำคัญกับการจัดการศึกษา และจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนตัว มั่นใจว่า นายกฯให้ความสำคัญกับการศึกษาและเทคโนโลยี เพราะฉะนั้น หากเรื่องนี้ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายรัฐบาลก็ถือเป็นทิศทางที่ดี ที่ศธ.จะของบกลางเพื่อมาดำเนินการเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่ได้รับงบประมาณในส่วนดังกล่าวคืนกลับมา โครงการดังกล่าว ก็ยังเดินหน้าต่อเนื่อง โดยจะนำงบ 3,395,466,600 บาท ที่ได้รับอนุมัติไปเร่งจัดทำแพลตฟอร์ม และเนื้อหาการเรียนรู้ อีกส่วน จะจัดสรรเป็นค่าเช่าอุปกรณ์ โดยจะเริ่มจะระดับมัธยมศึกษาตอนปลายก่อน เนื่องจากเป็นเด็กโตที่มีความพร้อม หากพบปัญหาก็สามาถปรับปรุงแก้ไขได้ทัน ก่อนที่จะขยายไปในกลุ่มเด็กเล็ก ขณะที่โรงเรียนมัธยม ยังมีระบบสาธารณูปโภคที่มีความพร้อมกว่าโรงเรียนประถมศึกษา โดยเฉพาะเรื่องระบบไฟฟ้า แต่สุดท้ายแล้ว จะค่อย ๆ ขายไปยังเด็กทุกระดับทั่วประเทศอย่างแน่นอน

