โวยขอวิทยฐานะ‘เชี่ยวชาญ’ลักลั่น ชง‘บิ๊กเขตพื้นที่ฯ’ได้อัตโนมัติ
นายณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) หลายราย กำลังรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ กับระบบการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ โดยเฉพาะผู้ที่ขอมีและเลื่อนวิทยฐานะจากชำนาญการพิเศษ เป็นเชี่ยวชาญ ซึ่งมีความแตกต่างกับ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ที่สามารถเข้าสู่ตำแหน่ง โดยเทียบเท่าวิทยฐานะเชี่ยวชาญ อีกทั้งยังไม่ต้องมีการประเมินผลการทำงาน ทั้งที่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ แต่ละแห่งมีภาระงานที่ต้องดูแลการจัดการศึกษาภาพรวม บางเขตพื้นที่ฯ ต้องดูแลการจัดการศึกษาครอบคลุมกว่า 4 อำเภอ จึงทำให้รู้สึกว่า ระบบการประเมิน และการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะยังมีความลักลั่น ไม่เป็นธรรม ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย และเสริมสร้างขวัญ กำลังใจ ลดขั้นตอนการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ให้ได้ใช้เวลาในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาและนโยบายสำคัญของศธ.อย่างเต็มที่ จึงขอเสนอเพื่อพิจารณาให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯเชี่ยวชาญ ดังนี้ ได้วิทยฐานะเชี่ยวชาญทันทีเมื่อเข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ หรือ เมื่อผ่านการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ครบ 1 ปี โดยไม่ต้องยื่นคำขอรับการประเมิน วิทยฐานะเชี่ยวชาญอีก ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547
นายณรินทร์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 39 ค (3) และ (4) กำหนดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ฯ มีวิทยฐานะ 2 ระดับ คือ เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วในปัจจุบันผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ มีวิทยฐานะไม่ได้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และพบว่า มีรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ มีวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ จำนวนมาก ซึ่งไม่สอดคล้องและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ 39 ค (3) และ (4) และมาตรา 42 กำหนดให้ ก.ค.ศ. จัดทำมาตรฐานตำแหน่ง มาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกตำแหน่ง ทุกวิทยฐานะ โดยคำนึงถึงมาตรฐานวิชาชีพ คุณวุฒิการศึกษา การอบรม ประสบการณ์ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน คุณภาพการปฏิบัติงาน หรือผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติงาน
“ขณะเดียวกัน ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่ง และวิทยฐานะ ของผู้บริหารการศึกษา (ว12/2564) โดยกำหนดให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ที่จะขอมีวิทยฐานะเชี่ยวชาญได้ ต้องดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี มีการพัฒนางานตามข้อตกลงในช่วงระยะเวลาย้อนหลังไม่น้อยกว่า 1 ปี จำนวน 1 รอบการประเมิน โดยต้องมีภาระงานตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด และมีผลการประเมินไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และในช่วง 1 ปี ในการดำรงตำแหน่งต้องไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยที่หนักกว่าภาคทัณฑ์ และในการประเมินจะต้องส่งรายงานผลงานทางวิชาการ ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมผลงาน ความละเอียด ลุ่มลึก ในการเขียนผลงานวิจัยที่มุ่งเน้นระเบียบวิธีทางการวิจัย ซึ่งเป็นความยากลำบากในการที่จะปฏิบัติงานด้านการบริหารการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของหน่วยงานต้นสังกัด และการใช้เวลาในการเขียนผลงานวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัยในคราวเดียวกัน ส่งผลให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ที่ขอมีและเลื่อนวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ไม่ผ่านการประเมินเป็นจำนวนมาก จากเหตุดังกล่าวได้ส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาในระดับพื้นที่ปฏิบัติงานจริง และยังส่งผลต่อความเชื่อมั่น เชื่อถือ ของผู้ใต้บังคับบัญชาและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา ตลอดจนข้าราชการในสังกัดอื่นในฐานะที่เป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดเช่นเดียวกัน ต่างจากตำแหน่ง ศธจ. ที่สามารถเข้าสู่ตำแหน่ง โดยเทียบเท่าวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จึงนับว่าเกิดความลักลั่น ในตำแหน่งเทียบเท่าอำนวยการสูงที่อยู่ในระนาบกระทรวงเดียวกัน” นายณรินทร์กล่าว

