‘บิ๊กอุ้ม’ ไฟเขียวยกเครื่องข้อสอบวัด-ประเมินผลนร. เร่งผลิต‘ครูแม่ไก่’ออกข้อสอบมุ่งคิดวิเคราะห์ ไม่เน้นท่องจำ

25.09.24 | 13:30 น.

‘บิ๊กอุ้ม’ ไฟเขียวยกเครื่องข้อสอบวัด-ประเมินผลนร. เร่งผลิต‘ครูแม่ไก่’ออกข้อสอบมุ่งคิดวิเคราะห์ ไม่เน้นท่องจำ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน การประชุมประสานภารกิจของ ศธ.ว่า ได้รายงานความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ตามโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือปิซ่า ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โดยที่ประชุมได้นำเสนอร่างแผนการจัดอบรมครู (ครูแม่ไก่) เพื่อสร้างให้เป็นนักสร้างข้อสอบตามแนวมาตรฐานสากล ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 3 วิชา วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย ในรูปแบบผสมผสาน ทั้งออนไลน์และออนไซต์ หลักสูตร 5 วัน ในช่วงเดือนตุลาคม 2567 จำนวน 8 รุ่นๆ รุ่นละ 40 คนต่อวิชา รวม 960 คน จากนั้นจะขยายการอบรมสู่ครูระดับมัธยมศึกษาทุกสังกัดต่อไป

พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าวต่อว่า การอบรมดังกล่าว เพื่อผลิตครู ในการสร้างข้อสอบมาตรฐานสากล ซึ่งข้อสอบปิซ่าถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อสอบมาตรฐานสากล ซึ่งมีหลายรูปแบบ โดยในวันที่ 7-8 ตุลาคม จะมีการอบรมครูแม่ไก่ทั่วประเทศ ในทุกสังกัดผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้ครูแม่ไก่เหล่านี้ไปสร้าง ครูแม่ไก่ในรุ่นต่อๆ ไป สุดท้ายเป้าหมายคือให้ครูที่สอนในวิชาวิทยาศาตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย จะต้องสามารถออกแบบข้อสอบในรายวิชาดังกล่าว ในระดับมาตรฐานสากลได้ ก่อนขยายเพิ่มเติมไปในรายวิชาอื่นๆ จนครบทุกวิชา นอกจากนี้ยังได้สังการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประเมินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ให้รู้แนวทางในการจัดทำข้อสอบที่ได้มาตรฐานสากลด้วย” พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าว

“ทั้งนี้ หลังอบรมครูแม่ไก่และมีการขยายผลไปยังครูทั่วประเทศแล้ว อนาคต ครูจะต้องออกข้อสอบที่เป็นมาตรฐานสากลเพื่อใช้วัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั้ง 4 ช่วงชั้น คือ ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษา (ป.) ปีที่ 1-3 ช่วงชั้นที่ 2 ป.4-6 ช่วงชั้นที่ 3 มัธยมศึกษา (ม.) ปีที่ 1-3 และช่วงชั้นที่ 4 ม. 4-6 จากเดิมที่ใช้ข้อสอบข้อสอบลักษณะความจำในการวัดประเมินผลนักเรียน มาเป็นข้อสอบที่ได้มาตรฐานสากลเน้นการวัดทักษะ การคิดวิเคราะห์ และเป็นไปตามบริบทของพื้นที่มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นปูพื้นฐานให้เด็กมีทักษะในการใช้ข้อสอบที่เป็นมาตรฐานสากล สามารถนำไปใช้ต่อยอดการเรียนการสอนในอนาคตได้ ส่วนจะเริ่มใช้เมื่อไรนั้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโรงเรียน ตามนโยบายเรียนดี มีความสุข โดยจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆพัฒนาเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ” พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าว

รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อด้วยว่า ที่ประชุมยังได้รับทราบการดำเนินการใช้จ่ายงบประมาณ ของ ศธ. ซึ่งถือว่า สูงสุดของหน่วยงานทั้งหมด 24 หน่วยงาน ดังนั้นขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมมือร่วมใจกันดำเนินงานอย่างยอดเยี่ยม ส่วนที่ยังขาดไปให้ใช้เป็นบทเรียนในการดำเนินงานปีต่อไป รวมถึงรายงานให้ที่ประชุมรับทราบคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนกว่า 738 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าจัดการเรียนการสอน โครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุนเงินอุดหนุนทั่วไป
ขณะเดียวกันยังหารือการปรับปรุงกฎและระเบียบในการปฏิบัติราชการ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วทันการณ์ ให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่มีหน่วยงานในภูมิภาค มอบอำนาจให้หัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ประสบภัยสามารถพิจารณาตัดสินใจในเรื่องใดๆ ที่จำเป็นเพื่อการป้องกัน และแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ต้องประสบกับภัยธรรมชาติให้เท่าทันสถานการณ์ เช่น กรณีการปิดโรงเรียนของ ศธ. ให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ร่วมกับคณะกรรมการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐอื่นๆ เช่น ก.ค.ศ. พิจารณาความจำเป็นเหมาะสมและความเป็นไปได้ ในการออกกฎ ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติเพื่ออนุญาต ให้บุคลากรในสังกัดสามารถเดินทางไปให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติได้ตามความจำเป็นเหมาะสมและความสมัครใจ โดยไม่ถือเป็นวันลา

Advertisement