หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา นักวิชาการห่ว...

นักวิชาการห่วงการศึกษาไทย ตกต่ำ หลักสูตรเก่า ไม่พัฒนา จี้ศธ. ปฏิรูป มอบจังหวัดจัดการศึกษามากขึ้น

30.09.24 | 09:00 น.

นักวิชาการห่วงการศึกษาไทย ตกต่ำ หลักสูตรเก่า ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน จี้ศธ. เร่งปฏิรูป กระจายอำนาจจังหวัดจัดการศึกษามากขึ้น

เมื่อวันที่ 29 กันยายน นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ อดีตประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า คุณภาพการศึกษาของไทย อยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยเฉพาะระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ยังมีปัญหาทั้งเรื่องการคิดวิเคราะห์ การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ ภาษาอังกฤษที่ใช้ในการสื่อสารอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ เห็นได้จากคะแนนการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ ปิซ่า ที่นักเรียนไทยได้คะแนนต่ำในทุกรายวิชา ทั้งนี้ เมื่อการเรียนการสอนขาดคุณภาพตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ก็มีผลกระทบไปถึงการเรียนในระดับที่สูงขึ้น ทั้งอาชีวศึกษา อุดมศึกษา โดยเฉพาะระดับอาชีวะ ที่มีปัญเรื่องคุณภาพ หลักสูตรล้าสมัย เป็นหลักสูตรเก่าที่ใช้มานานกว่า 10 ปี รวมถึงยังมีปัญหาขาดแคลนครู ในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ

“ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอเข้ามามีบทบาท ในการเรียนการสอนอย่างมาก แต่เด็กไทย ยังไม่สามารถเข้าถึงเรื่องเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเพราะครู ขาดทักษะ ไม่สามารถแนะนำเด็ก ให้เรียนรู้การใช้เอไอได้ โดยเอไอเป็นเทคโนโลยีที่รวบรวมฐานข้อมูลไว้เยอะมากหากสามารถนำมาใช้ในการหาข้อมูลไม่ว่าจะเป็นการค้นคว้าข้อมูลในการเรียนการสอน การวิจัย ก็จะมีประโยชน์กับการเรียนมากยิ่งขึ้น”นายเอกชัย กล่าว

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า การจะยกระดับคุณภาพการศึกษาในปัจจุบันจะต้องเริ่มจากการมีความรู้ และนำความรู้มาทำซ้ำจนเกิดเป็นทักษะพัฒนาไปสู่ความสามารถที่เหนือกว่าทักษะ กลายเป็นสมรรถนะ ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลในระดับอาชีวะและระดับอุดมศึกษาคือเรื่องของธุรกิจ เพราะ บุคลากรที่ผลิตออกไปสู่ตลาดแรงงานยังมีทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด เช่น วิศวกรที่มีความสามารถในการทำงานแต่ขาดในเรื่องของการสื่อสารภาษาอังกฤษ เป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้การศึกษาไทยล้าหลัง ฉะนั้นตอนนี้อาจจะถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนให้การเรียนการสอนในระดับมัธยมขึ้นไปใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการเรียนการสอนหลักเหมือนกับสาธารณรัฐสิงคโปร์ที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดเพราะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งนอกจากการใช้สื่อสารยังสามารถใช้ในการหาข้อมูลที่มาจากศูนย์กลางของโลกได้ ทำให้การเรียนการสอนพัฒนาขึ้นด้วยเช่นกัน

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ขณะที่ระดับอุดมศึกษาประเทศไทยกำลังประสบปัญหากับหลักสูตรวิชาที่ไม่ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ตามยุคของโลก เพราะอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ปัจจุบันยังยึดหลักสูตรที่ตัวเองเรียนมานำมาสอนต่อให้นักศึกษา ซึ่งอาจารย์เหล่านี้ควรจะใช้ทักษะความรู้เดิมที่มีมาพัฒนาหลักสูตรให้เข้ากับโลกยุคปัจจุบัน เช่น อาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอที สามารถนำเรื่องของเอไอมาพัฒนาเป็นหลักสูตรใหม่ขึ้นมาได้ เมื่อมีผู้ที่เข้ามาเรียนก็จะเกิดการส่งต่อความรู้และพัฒนาระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่องและต้องสร้างให้นักศึกษาไม่เก่งเฉพาะในศาสตร์ที่เรียนเพียงอย่างเดียวแต่ต้องเก่งในศาสตร์ที่เชื่อมโยงไปยังศาสตร์อื่นได้ด้วยเพื่อให้มีบุคลากรที่สามารถพัฒนาหลักสูตรใหม่ๆขึ้นมาได้ต่อไปในอนาคต

Advertisement

“ภาพรวมในเรื่องนี้ถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี มหาวิทยาลัยมีความตื่นตัวในการสร้างหลักสูตรใหม่ๆมากยิ่งขึ้นและในปัจจุบันยังมีอาจารย์ที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เล็งเห็นปัญหานี้มากขึ้นด้วยเช่นกัน เพียงแต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหาอยู่คือเรื่องการเรียนการสอนที่ยังใช้วิธีบรรยายเพียงอย่างเดียวทำให้กระบวนการเรียนรู้เกิดขึ้นได้เพียงเล็กน้อย ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับอุดมศึกษา เมื่อได้ลงมือทำก็จะต้องหาข้อมูลเพื่อนำมาใช้ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ทำให้จำได้จากการเอาไปใช้จริง ” นายเอกชัย กล่าว

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า สำหรับสิ่งที่ควรจะเร่งปฏิรูป กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะต้องเร่งดำเนินการโดยด่วนคือการกระจายอำนาจให้จังหวัดมีส่วนในการดูแลการศึกษาของจังหวัดมากยิ่งขึ้น เพราะคนในแต่ละพื้นที่จะรู้ดีว่าสิ่งที่พื้นที่ตนเองกำลังต้องการคืออะไรและสามารถนำมาปรับเปลี่ยนเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อผลิตกำลังคนเพื่อมาพัฒนาสิ่งที่ต้องการในพื้นที่ได้

“ควรให้แต่ละจังหวัดมีกรรมการนโยบายการศึกษาจังหวัดที่เข้ามากำกับดูแลและปรับอัตราส่วนของหลักสูตรแกนกลางที่นำมาใช้ในการเรียนการสอนให้ลดลงเหลือเพียง 40% และเพิ่มหลักสูตรที่เหมาะกับท้องถิ่นเข้าไปในส่วนที่เหลือ อย่างเช่นในจังหวัดเชียงใหม่อาจจะมุ่งเน้นในการเรียน เรื่องของการเกษตร การท่องเที่ยว โดยไม่จำเป็นจะต้องผลิตบุคลากรในระดับปริญญาตรีเพียงอย่างเดียว อาจจะเพิ่มในส่วนของระดับอาชีวะให้เพิ่มขึ้น”นายเอกชัย กล่าว

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การประเมินครูในจังหวัดต่างๆต้องให้ทางจังหวัดเข้ามาดูแลในส่วนนี้ และส่วนกลางมีหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อส่งให้ทุกจังหวัดแต่งตั้งกรรมการ ซึ่งอาจจะเป็นอาจารย์ตามภูมิภาคต่างๆในมหาวิทยาลัย ขึ้นมาดูผลงานครูตามหลักเกณฑ์เหล่านั้นเพื่อประเมินวิทยฐานะ โดยระบบนี้ในช่วงแรกอาจจะเจอปัญหาในการคัดเลือกคนไม่มีคุณภาพเข้ามา แต่เมื่อระบบทำงานไปสักพักคนที่ไม่มีคุณภาพเหล่านั้นก็จะถูกคัดออกไปเรื่อยๆ จนเหลือเพียงแต่คนที่มีคุณภาพในที่สุด

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือต้องปรับเปลี่ยน คือ รูปแบบของศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ให้กลายเป็นการจ้างงานแบบพนักงานราชการโดยให้เงินเดือนที่ระดับเทียบเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (ส.ส.) และสัญญาจ้างทั้งหมด 4 ปีเพื่อเข้ามาดูแลคุณภาพการศึกษาของจังหวัดโดยเฉพาะ ซึ่งกรรมการนโยบายการศึกษาจังหวัดที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาจะต้องเข้ามาประเมินผลงานของ ศธจ. ที่ถูกจ้าง หากไม่สามารถยกระดับของโรงเรียนในจังหวัดให้มีคุณภาพได้ก็เลิกจ้างได้ทันที เช่นเดียวกับผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ที่จะต้องไม่ถูกควบคุมโดยส่วนกลางแต่ควรจะอยู่ในการกำกับดูแลของจังหวัดเพราะเมื่อเกิดปัญหาจะสามารถจัดการได้ทันที ถ้าทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นจริงได้ ต่อไปนี้จะมีคนเข้ามารับผิดชอบการศึกษาของจังหวัดอย่างแท้จริง