นักวิชาการฟันธง 4 ข้อ ทำการศึกษาไทยดิ่งเหว-คุณภาพต่ำ-เด็กออกกลางคันพุ่ง เหตุรัฐบาลพูดแต่ไม่ทำ กลัวเด็กรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า จี้ “บิ๊กอุ้ม” ปฏิวัติด่วน ถอนรากถอนโคนระบบเก่า เดินหน้ายกร่าง กม.การศึกษาฯ ให้เสร็จในปีนี้
กรณีนายเอกชัย กี่สุขพันธ์ อดีตประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) แสดงความห่วงใยถึงวิกฤตการศึกษาไทยที่ตกต่ำในหลายประเด็น ครูขาดทักษะ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ล้าสมัย ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และความต้องการของประเทศ โดยเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เร่งปฏิรูปการศึกษา กระจายอำนาจให้จังหวัดกำกับดูแลการศึกษามากขึ้น รวมถึง ปรับการทำงานของศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เป็นการจ้างแบบพนักงานราชการ สัญญาจ้าง 4 ปี ให้เงินเดือนเท่า ส.ส.เพื่อยกคุณภาพการศึกษาไทยนั้น
เมื่อวันที่ 30 กันยายน นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ส่วนตัวเห็นด้วยว่าคุณภาพการศึกษาไทยตอนนี้น่าจะอยู่รั้งท้ายของโลก เกิดจากหลายปัจจัย ตลอด 20-30 ปี ไทยไม่สามารถขับเคลื่อนให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น และมีแนวโน้มที่จะต่ำลงเรื่อยๆ ส่วนตัวมองว่าสาเหตุหลักที่คุณภาพการศึกษาไทยไม่ดีขึ้น มี 4 ประการ คือ 1.นโยบายการศึกษา และผู้ที่เข้ามาดูแลเรื่องการศึกษา ไม่ตอบโจทย์กับปัญหาที่มีอยู่ ซึ่งช่วง 10 ปี ทุกรัฐบาลที่เข้ามา พยายามพูดคุยเรื่องการปฏิรูปการศึกษา แต่สุดท้ายไม่ถูกผลักดันอย่างจริงจัง ขณะนี้นโยบายที่ขับเคลื่อนการศึกษา เกิดขึ้นแบบวูบวาบ ไม่ได้วางรากฐานเพื่อสานต่อในอนาคต
“ระบบการศึกษาของไทย ยังเป็นอนุรักษ์นิยม ไม่ตอบโจทย์ยุคสมัยปัจจุบัน นักการเมืองที่เข้ามาดูแลการศึกษาส่วนใหญ่ จะทำให้ระบบการศึกษาอยู่กับที่ ไม่ยืดหยุ่น ไม่เข้าใจ และกลัวว่าระบบการศึกษาจะทำให้เด็กรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า ความหวาดกลัวนี้ปรากฏอยู่ในหลักสูตรที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ฉุดรั้งไม่ให้ระบบการศึกษาเกิดการเปลี่ยนแปลง” นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ประการที่ 2 คือผลการประเมินต่างๆ ของเด็กไทยตกต่ำ ทั้งการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต และโปรแกรมการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือปีซ่า ที่ไม่ถึงร้อยละ 50 ถือว่าต่ำมาก โดยวิชาหลักอย่างคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ไม่ได้ดีขึ้นเลย การที่คะแนนออกมาต่ำทุกปีลักษณะแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าคุณภาพการศึกษาไทยไม่ได้พัฒนาขึ้น
“อีกทั้ง ยังมีเรื่องของเด็กออกกลางคันที่สูงหลักล้านคน ตัวเลขนี้แสดงถึงจำนวนคนที่จบออกไปแบบมีความรู้ทางการศึกษาครึ่งๆ กลางๆ และส่วนใหญ่ไม่สามารถพัฒนาเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถได้ ขณะเดียวกันปัญหาออกกลางคัน ยังสะท้อนให้เห็นถึงระบบการศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์นักเรียนทุกคน เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เด็กไม่อยากจะเรียนหนังสือ และเลือกออกจากระบบการศึกษาในที่สุด” นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์ กล่าวอีกว่า ประการที่ 3 หลักสูตรไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนตั้งแต่ปี 2551 ดังนั้น สิ่งที่เด็กกำลังเรียนอยู่ เป็นเรื่องวิทยาการในอดีต ซึ่งล้าสมัย และนำมาใช้ประโยชน์ในโลกปัจจุบันแทบไม่ได้ ส่งผลให้ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และมีพัฒนาการช้ากว่าประเทศอื่นๆ ที่ปรับเปลี่ยนหลักสูตรอยู่ตลอด ทำให้เด็กเบื่อการเรียน และมักพูดว่าการเรียนรู้ในไทยไม่สามาถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เด็กจึงคิดว่าการเรียนรู้ด้วยตัวเองจากแหล่งความรู้ในอินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ดีกว่า
“ขณะนี้ตัวระบบหลักสูตรการเรียนรู้ของไทยยังติดอยู่ในอดีต อยู่กับ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ในขณะที่โลกกำลังพัฒนาไปสู่โลกยุคใหม่ หากเด็กไทยอยากจะตามให้ทันโลกยุคใหม่ จะต้องมาเรียนรู้เพิ่มเติมจากระบบการศึกษาที่มีอยู่ในหลายเรื่อง ถือว่าระบบการศึกษาไทยติดลบ หลักสูตรพัฒนาที่ช้า หยุดความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก เพราะถูกตีกรอบจากหลักสูตรเก่า” นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ประการสุดท้าย การวัดและประเมินผล ซึ่งไม่ดีเท่าที่ควร ข้อสอบไม่มีมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นข้อสอบคัดเลือกครู ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้การศึกษามีคุณภาพตกต่ำ
“ถ้าคุณภาพการศึกษายังเป็นเช่นนี้ จะทำให้ ศธ.ล้มละลายทางความน่าเชื่อถือ ผมอยากให้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ปฏิวัติการศึกษาทันที เพราะถือว่าขณะนี้คุณภาพอยู่ในระดับวิกฤตแล้ว ต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ถอนรากถอนโคนระบบเก่าๆ ที่ฉุดรั้งไม่ให้เกิดการพัฒนาใหม่ๆ และอยากให้เร่งเดินหน้าจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้” นายสงพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวว่า อีกเรื่องที่จะต้องเร่งปฏิรูป คือการเปลี่ยนกรอบความคิดของคนที่ทำงานใน ศธ.ว่าการศึกษาไม่ใช่แต่เรื่องในโรงเรียน แต่จะต้องมุ่งเน้นการเรียนรู้รายบุคคล เป็นการออกแบบระหว่างผู้สอน และผู้เรียน ตอบโจทย์ความสนใจ และปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันยังมีเรื่องเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการศึกษา ถ้าใช้ได้ถูกวิธี จะลดความเหลื่อมล้ำได้ดี แต่ควรกระจายให้ทั่วถึง ไม่ใช่ใช้เฉพาะโรงเรียน หรือสถานศึกษาในเมือง จะทำให้ความเหลื่อมล้ำขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

