พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ เห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการกำหนดจำนวน องค์ประกอบ วิธีการได้มา คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และการประชุมของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. … เนื่องจาก อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯทั้ง 245 เขต จะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 นี้ จึงเห็นควรให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อใช้ในการดำเนินการสรรหาคณะอนุกรรมการชุดใหม่ ได้ครบตามองค์ประกอบ พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบกรอบแนวคิดการพัฒนาสมรรถนะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา โดยสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้ร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาสมรรถนะก่อนการคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา รวมทั้งยังได้ปรับปรุงมาตรฐานตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาใหม่ โดยกำหนดให้การมีใบรับรองการผ่านการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา และการผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนด เป็นหนึ่งในคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งแตกต่างจากมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐาน วิทยฐานะอื่นที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน
พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าวต่ออีกว่า การพัฒนาสมรรถนะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการพลิกโฉมการคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่ง โดยมีการพัฒนา ก่อนการคัดเลือก 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ให้ผู้มีคุณสมบัติเข้ารับการประเมินสมรรถนะและพัฒนา ก่อนเป็นผู้มีคุณสมบัติในการเข้ารับการคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาด้วยการประเมินความเหมาะสมในการเป็นผู้บริหารสถานศึกษาในรูปแบบ 360 องศา หากผ่านเกณฑ์ จึงจะเข้าสู่การประเมินสมรรถนะ 6 กลุ่มหลัก 19 สมรรถนะย่อย เพื่อค้นหาสมรรถนะหรือทักษะที่มี ที่ขาด ที่ควรพัฒนาหรือต่อยอด 2.เข้ารับการพัฒนาสมรรถนะหรือทักษะ ตามผลการวิเคราะห์ของ ผ่านระบบออนไลน์ และ ตามหน่วยการเรียนรู้และระยะเวลาที่ ก.ค.ศ.กำหนด
“3.กรณีผ่านการพัฒนาจะได้รับใบรับรองเพื่อนำไปใช้เป็นคุณสมบัติหนึ่งในการเข้ารับการคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการพัฒนาการปฏิบัติหน้าที่เฉพาะตำแหน่งโดยส่วนราชการ ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา และ 4.เมื่อได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งให้มีการทำบันทึกข้อตกลง พัฒนางาน (ควบคู่ไปกับการพัฒนาในรูปแบบ และโดยมีผู้ทรงคุณวุฒิหรือวิทยากรพี่เลี้ยง ที่มีประสบการณ์ให้คำปรึกษา แนะนำ เทคนิค วิธีการในการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว ทั้งนี้ ก.ค.ศ.ได้ให้ความสำคัญกับการประเมินสมรรถนะและการพัฒนาของขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเตรียมจัดทำระบบในการพัฒนา เพื่อไม่กระทบเวลาในการจัดการเรียนรู้ หรือบริหารสถานศึกษาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เปิดโอกาสใหข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พัฒนาตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา โดยนำเทคโนโลยี มาใช้ประโยชน์”รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าว

