สพฐ.ปลื้มแก้ดร็อปเอาต์คืบหน้า ดึงกลับเข้าเรียนแล้ว 3.2 แสนคน เร่งสแกนเพิ่มอีก กว่า 6.9 แสนคน
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่าที่ประชุมรายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา หรือเด็กดร็อปเอาต์ให้กลายเป็นศูนย์ ตามมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout ของรัฐบาล โดยได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อค้นหาเด็กดร็อปเอาต์ โดยข้อมูล กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่ามีเด็กหลุดระบบการศึกษากว่า 1.02 ล้านคน ล่าสุดพบว่าสามารถดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาในทุกสังกัด รวม 326,402 คน แบ่งเป็น สพฐ. 85,259 คน, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 80,511 คน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 79,354 คน, กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) 44,758 คน, กรุงเทพมหานคร (กทม.) 19,969 คน และสังกัดอื่นๆ 16,551 คน ไม่พบในระบบและต้องติดตามอีกกว่า 699,112 คน
ว่าที่ร้อยตรีธนุกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ หลังจากได้ข้อมูล สพฐ.ได้กำชับไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ให้ทำการตรวจสอบ และค้นหาเด็กที่หลุดออกจากระบบให้พบ เพื่อดำเนินการดึงเด็กเหล่านั้นกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่ถ้าเด็กไม่ประสงค์จะกลับเข้าไปเรียนในโรงเรียน สพฐ.จะนำสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์การเรียน และสิ่งที่จำเป็นไปให้เด็กได้เรียนในพื้นที่ เพื่อให้การศึกษาเข้าถึงทุกคนตามนโยบาย Thailand Zero Dropout
“ที่ประชุม ยังเสนอให้ทบทวนหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัด สพฐ. เนื่องจากพบว่าเกณฑ์การย้ายในปัจจุบัน ไม่ได้กำหนดสัดส่วนครูที่ขอย้ายกับเด็กใหม่ที่สอบบรรจุขึ้นบัญชีไว้ ส่งผลให้หลายเขตพื้นที่ฯรับย้ายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้ที่สอบขึ้นบัญชีไว้ขาดโอกาสในการบรรจุ ดังนั้น สพฐ.จึงต้องหาวิธีเพิ่มความสมดุล ในการย้ายและเรียกบรรจุแต่งตั้งที่เหมาะสม” ว่าที่ร้อยตรีธนุกล่าว
ว่าที่ร้อยตรีธนุกล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้หารือถึงการเตรียมการฟื้นฟูช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 2 ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ในโครงการ 10 วันสร้าง 10 วันซ่อม โดยพบว่าโรงเรียนบ้านไม้ลุงขน อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีความเสียหายหนักมากที่สุด โดยขณะนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้เข้ามาช่วยเหลือทำความสะอาดฟื้นฟูสถานศึกษาแล้ว รวมถึงมอบหมายให้เขตพื้นที่ฯที่ประสบอุทกภัยเข้าไปสำรวจโรงเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 2 นี้ด้วย

