ผลวิจัยเผย 8 หมื่นอาชีพ เตะฝุ่นพุ่ง ชี้ผู้จ้างเริ่มใช้เอไอแทนที่มนุษย์ เหตุคุ้มค่ามากกว่า

25.10.24 | 09:00 น.

ผลวิจัยเผย 8 หมื่นอาชีพ เตะฝุ่นพุ่ง ชี้ผู้จ้างเริ่มใช้เอไอแทนที่มนุษย์ เหตุคุ้มค่ามากกว่า

นายวิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ภาพรวมนักศึกษาจบใหม่ หางานได้ยากมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะปัจจุบันงานบางประเภท มีการใช้เทคโนโลยีมาทดแทน โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ซึ่งมีการพัฒนาประสิทธิภาพให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ทักษะด้านเทคนิค ซึ่งเทคโนโลยีสามารถทำได้เร็วกว่ามนุษย์ อีกทั้งยังมีความถูกต้อง แม่นยำ สามารถทำงานได้ตลอดเวลา ไม่มีการเจ็บป่วย หรือมีกิจธุระ ส่งผลให้มนุษย์ที่มีความสามารถด้านนี้ถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ ขณะเดียวกันการลงทุนในเทคโนโลยี ที่เข้ามาแทนมนุษย์ในระยะยาวมีความคุ้มค่ากว่าการจ้างมนุษย์ทำงาน ส่งผลให้อัตราจ้างงานในปัจจุบันลดลงอย่างเห็นได้ชัด

“จุฬาฯทำวิจัยร่วมกับสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ในหัวข้อ งานในอนาคต โดยผลวิจัยพบว่า กว่า 8 หมื่นอาชีพจะมีคนตกงานเพิ่มขึ้น ซึ่งในปัจจุบันก็เป็นไปตามที่คาด ฉะนั้น คนวัยทำงานจะต้องมีทักษะอื่นเพิ่มเติม และต้องเป็นทักษะที่เทคโนโลยีไม่สามารถมาทดแทนได้ เนื่องจากตลาดแรงงานต้องการคนที่สามารถบูรณาการทักษะด้านเทคนิค ดิจิทัล จรณทักษะ หรือซอฟต์สกิล และความคิดสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน ฉะนั้น ถ้าสามารถคิดอะไรใหม่และทำให้ถูกใจผู้จ้างงานได้มากกว่าคนอื่น ก็จะสามารถหางานได้ง่าย อีกปัญหาสำคัญ ที่ทำให้หางานยาก คือ บริษัทต้องการผู้ที่มีประสบการณ์ จุฬาฯเล็งเห็นปัญหานี้จึงได้ก่อตั้งบริษัท จุฬา บิซิเนส เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด ภายในมหาวิทยาลัยเพื่อให้นิสิตสามารถเข้าไปฝึกงาน และเรียนควบคู่กันไปด้วยได้ เมื่อจบการศึกษาออกไปก็จะเป็นบัณฑิตที่มีความรู้และมีประสบการณ์ในการทำงาน” นายวิเลิศ กล่าว

นายวิเลิศ กล่าวต่อว่า จุฬาฯมุ่งเน้นในการเป็น Mastery Base University คือต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่มอบความรู้ ประสบการณ์ ทักษะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ให้กับผู้เรียนซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญในชีวิตการทำงาน ไม่ใช่เป็นเพียง Knowledge Base ที่มอบความรู้ให้อย่างเดียว เพราะความรู้ เมื่อเวลาผ่านไปจะล้าสมัยลง ฉะนั้นการเป็น Mastery Base University จะสามารถทำให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้ผลิตบัณฑิตที่ไม่ตกงาน

“สมัยก่อนมหาวิทยาลัยจะมีบทบาทในการช่วยหางานให้กับบัณฑิตแต่ในปัจจุบันงานต่างๆ สามารถหาได้ตามช่องทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีความสะดวกสบายมากขึ้น ฉะนั้นมหาวิทยาลัยจึงต้องปรับบทบาท จากการเป็นผู้หางานมาเป็นผู้ช่วยในการจับคู่งานที่เหมาะสมกับทักษะของบัณฑิตดูว่าบริษัทต้องการคนแบบไหน ไม่ได้ดูแค่ผลการเรียน หรือสาขาที่เรียน แต่รวมไปถึงการดูว่าบัณฑิตมีทักษะอะไร ที่สามารถนำมาปรับใช้กับงานได้บ้าง การจับคู่งานกับบัณฑิตให้เข้ากันจึงถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน” นายวิเลิศ กล่าว

Advertisement