หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา รายงานการศึกษ...

รายงานการศึกษา:เปิดใจ‘ประวิต เอราวรรณ์’ ปักธง‘สกศ.’คลังปัญญาประเทศ

28.10.24 | 09:00 น.

รายงานการศึกษา:เปิดใจ‘ประวิต เอราวรรณ์’ ปักธง‘สกศ.’คลังปัญญาประเทศ

หมายเหตุ – นายประวิต เอราวรรณ์ รับตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) อย่างเป็นทางการ มติชน ถือโอกาส สัมภาษณ์พิเศษ ถึงทิศทางการทำงาน และการพัฒนาการศึกษา ของประเทศ

⦁ เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ มีเรื่องใดที่อยากผลักดัน?

“สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นหน่วยงานหลักในการวางแผนการศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เพื่อนำไปใช้กับทุกหน่วยไม่ใช่เฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดังนั้น จึงอยากผลักดันให้ สกศ.เป็นคลังปัญญาและเป็นหน่วยที่ขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศ โดยใช้องค์ความรู้ซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์ การประมวลผล การทำวิจัย การศึกษาค้นคว้า ทบทวน และการเทียบเคียงกับระดับนานาชาติ เพื่อให้รู้ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อให้ประสบความสำเร็จ

สิ่งที่สำคัญที่ต้องขับเคลื่อนเป็นอย่างแรกคือ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้งร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ที่จัดทำโดยคณะกรรมาธิการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร และฉบับที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

Advertisement

อนาคต สกศ.ต้องเข้าไปช่วยให้ข้อมูลกับฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะนี้มีร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯหลายฉบับ ดังนั้น จึงไม่ควรยึดฉบับของใครเป็นหลัก แต่ควรนำข้อดีของแต่ละฉบับมารวมกัน ซึ่งจะต้องทำให้เสร็จสิ้นภายในรัฐบาลนี้”

⦁ แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 จะต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่?

“ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยขึ้น แผนการศึกษาแห่งชาติที่ใช้ปัจจุบันถือว่าล้าสมัย ไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงทั้งสังคม เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์การศึกษา นโยบายรัฐบาล ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนให้มีความสอดคล้องกันคือ พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562 กรอบคุณวุติแห่งชาติ การจัดทำธนาคารหน่วยกิต หรือเครดิตแบงก์ ทั้งหมดจะต้องบูรณาการเพื่อให้เกิดระบบติดตามการศึกษาของบุคคล ตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

สกศ.จะทำแนวคิดนี้ให้เกิดเป็นระบบ เริ่มแต่แรกเกิด เด็กจะได้รับรหัสประจำตัวประชาชน 13 หลัก ทำให้มีข้อมูลติดตามได้ว่าแต่ละคนทำอะไร อยู่ที่ไหน จบการศึกษา หรือหลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้ว รวมถึงแสดงข้อมูลสัมมาชีพและความมั่นคงของชีวิต ข้อมูลเหล่านี้มีผลสำคัญในการวางแนวทางนโยบายและกำหนดทิศทางการศึกษาของประเทศ”

⦁ สกศ.ต้องวางระบบใหม่ในเรื่องใดบ้าง?

“ต้องเร่งพัฒนา 3 ระบบคือ 1.ระบบการเงิน (Financial system) วิธีการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาของประเทศ ดูว่าปัจจุบันมีการใช้งบประมาณที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยจะตั้งศูนย์วิจัยศึกษาการใช้งบประมาณของประเทศต่างๆ และนำมาปรับใช้ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2.ระบบกำลังคน (Man power system) ติดตามบุคคลโดยนำข้อมูลที่ได้รับเพื่อดูศักยภาพคนในประเทศ วางแนวทางการพัฒนาให้ตรงจุด และ 3.ภาระรับผิดชอบ (Accountability) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายต่างๆ ที่ สกศ.มีหน้าที่ผลักดันให้สำเร็จ รวมไปถึงเรื่องการจัดการทุจริตต่างๆ

การทำเรื่องเหล่านี้ให้สำเร็จจะต้องปรับการทำงานภายในของ สกศ.ให้มีประสิทธิภาพก่อน โดยทลายกำแพงของแต่ละสำนัก ดึงศักยภาพของคนใน สกศ.มาร่วมพัฒนาการศึกษา สนับสนุนการทำวิจัยในเรื่องต่างๆ มากขึ้น”

⦁ เหมือนปรับให้ สกศ.เป็นหน่วยงานที่กระฉับกระเฉงขึ้น?

“ใช่ และจะต้องเป็นหน่วยงานที่ตอบโจทย์กับโลกยุคปัจจุบัน สกส.ยุคใหม่จะไม่มุ่งเน้นในการประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่จะเป็นหน่วยงานที่คาดการณ์อนาคต โดยดูว่าอีก 5 ปี 10 ปีต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น และจะต้องมีการปรับตัวอย่างไร สกศ.จะต้องเป็นเจ้าขององค์ความรู้ใหม่ๆ เรื่องไหนที่ไม่รู้ หรือยังไม่ดีพอ ก็จะหาผู้ที่มีความรู้ หรือผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย สกศ.ต้องปรับตัวให้เร็วกว่าองค์ความรู้ สังคมต้องการรู้เรื่องไหน สกศ.ต้องมีความรู้เพื่อตอบปัญหานั้น เป็นการขับเคลื่อนการศึกษาโดยใช้องค์ความรู้อย่างแท้จริง”

⦁ ต้องมีแรงจูงใจให้กับคนใน สกศ.หรือไม่?

“เท่าที่ดูทุกคนใน สกศ.ตื่นเต้นกับแนวทางใหม่และอยากทำให้เป็นจริง ส่วนแรงจูงใจจะพยายามสร้างสถานที่ ให้บุคลากรได้แลกเปลี่ยนความรู้ในการทำงาน มีห้องออกกำลังกายเพื่อให้คนที่ทำงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผมมองว่าหากทุกคนได้ผ่อนคลาย ได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิด ถือเป็นการจุดประกายสร้างแรงจูงใจอีกทางหนึ่ง และหากงานวิจัยใดทำได้ดี จะช่วยผลักดันให้เข้าสู่ระดับนานาชาติได้ เปิดโอกาสให้บุคลากรได้เดินทางไปนำเสนอผลงานบนเวทีนานาชาติ โดยหนึ่งในนโยบายของผมคือ เลขาธิการ สกศ.จะไปต่างประเทศให้น้อยที่สุด แต่จะให้โอกาสคนในทีมเพื่อไปรับประสบการณ์บนเวทีนานาชาติให้มากขึ้น ผมพยายามจะทำให้ สกศ.ยุคใหม่เป็นเหมือนกับมหาวิทยาลัยวิจัยโดยเฉพาะ”

⦁ มีเรื่องใดที่จะนำมาปัดฝุ่นทำใหม่ได้บ้าง?

“คงเป็นเรื่องเครดิตแบงก์และกรอบคุณวุฒิแห่งชาติที่อยากจะนำมาบูรณาการให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อสร้างทางเดินใหม่ให้กับการศึกษา หมายความว่า คนไม่จำเป็นจะต้องเข้ามาเรียนตามระบบแบบเดิม แต่ถ้ามั่นใจและมีความสามารถจริงก็ออกไปทำงานได้เลย ไปแสดงฝีมือให้เต็มที่แล้วนำผลสำเร็จที่ผ่านการรับรองมาตีค่าเป็นหน่วยกิต รับใบปริญญา”

⦁ ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับ กมธ.การศึกษา สภากำหนดให้ สกศ.ไปอยู่ในกำกับสำนักนายกรัฐมนตรี?

“ปัจจุบัน สกศ.เป็นหน่วยงานที่อิสระอยู่แล้วโดยพันธกิจที่ได้รับ มองว่าต่อให้ สกศ.ย้ายไปอยู่ที่ไหนก็สามารถทำงานได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสังกัด อยู่ที่คนทำงาน”

⦁ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. มอบนโยบายอะไรพิเศษหรือไม่?

“ต้องขอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ที่แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สกศ. เพราะเป็นงานที่อยากทำ ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย และยังไม่เห็นว่างานที่ออกมาจะเป็นอย่างไร จะเจอปัญหาแบบไหน ผมจะไม่มองสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรค แต่จะมองเป็นความท้าทายที่อยากทำ โดยเฉพาะการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ให้เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา การศึกษาเพื่อสัมมาชีพ การศึกษาเพื่อความมั่นคง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ก็คงคาดหวังกับเรื่องเหล่านี้ด้วยเช่นกัน”

⦁ ต้องทำงาน ทั้งเลขาธิการ สกศ.และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)?

“คิดว่ารัฐมนตรีว่าการ ศธ.คงให้ควบ 2 ตำแหน่งแค่ชั่วคราว และส่วนตัวไม่ได้มองว่าเป็นอุปสรรค เพราะงานของ ก.ค.ศ.ถือว่าลงตัวแล้ว ส่วนงานที่ สกศ.เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความคิดและต้องใช้เวลา”

⦁ ผู้ที่จะมาเป็นเลขาธิการ ก.ค.ศ.ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?

“จะต้องสามารถทำให้ระบบที่เดินอยู่สามารถไปต่อและพัฒนาขึ้นได้ อย่างระบบย้ายจับคู่ครูคืนถิ่น Teacher Matching System (TMS) ยังมีจุดที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง ฉะนั้น คนที่จะมารับตำแหน่งนี้ต่อต้องเป็นนักพัฒนา ไม่ใช่คนที่มาทำงานกิจวัตรเพียงเท่านั้น วันนี้บุคลากรของ ก.ค.ศ.เป็นคนที่กระตือรือร้นพร้อมทำงาน ถ้าคนใหม่ที่เข้ามาไม่ใช่คนที่กระตือรือร้นก็จะตามไม่ทัน”