‘บอร์ดกช.’ เคาะประเมินครูเอกชน เทียบเกณฑ์วิทยฐานะ ระดับ ‘ชำนาญการ’ ขอใบอนุญาต A-License
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการกรรมคณะการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ที่มีพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมเห็นชอบ ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เสนอร่างระเบียบคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ว่า ด้วยเรื่องการวินิจฉัยการร้องทุกข์และการคุ้มครองการทำงาน พ.ศ…. ซึ่งดำเนินการตามพ.ร.บ.การศึกษาเอกชน พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้สช. ต้องออกระเบียบฉบับดังกล่าว เพื่อควบคุมการทำงานของโรงเรียนเอกชน ให้มีการปฎิบัติงานไปในแนวทางเดียวกัน คาดว่า จะสามารถประกาศใช้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้
“ที่ประชุมยังได้หารือถึงการขับเคลื่อนนโยบายเรียนดีมีความสุข ซึ่งพล.ต.อ.เพิ่มพูน โดยได้นำนโยบายดังกล่าวมาเป็นจุดเน้นของการทำงานในปี 2568 ในส่วนของครูสช.จะจัดให้มีระบบการประเมินวิทยฐานะครูโรงเรียนเอกชน เทียบเท่า ระดับชำนาญการ ซึ่งถือเป็นครั้งแรก เพราะครูโรงเรียนเอกชน ไม่เคยมีการประเมินวิทยฐานะมาก่อน การดำเนินการดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ที่กำหนดให้ขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูง หรือ A-License ได้ จะต้องมีวิทยฐานะระดับชำนาญการหรือเทียบเท่า ดังนั้น สช.จึงจัดระบบประเมินดังกล่าวขึ้น โดยเทียบเคียบกับหลักเกณฑ์การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะของ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งครูที่จะขอมีและเลื่อนวิทยฐานะระดับชำนาญการได้ จะต้องปฏิบัติการสอนมาไม่น้อยกว่า 6 ปี ดังนั้น สช.จึงให้โรงเรียนจัดประเมินครูที่ปฏิบัติการสอนมาไม่ต่ำกว่า 6 ปี โดยครูเหล่านี้จะได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น หรือ B-License อยู่แล้ว เมื่อผ่านการประเมินจากโรงเรียน จะต้องเข้าอบรมกับสช. อีก 18 ชั่วโมง เพื่อให้ได้วิทยาฐานะเทียบเท่าระดับชำนาญการ สามารถนำไปขอรับใบอนุญาตฯ ระดับ A-License ได้ ”นายมณฑล กล่าว
เลขาธิการกช. กล่าวต่อว่า สำหรับครูโรงเรียนเอกชน ที่ได้วิทยฐานะระดับชำนาญการ จะได้เงินประจำตำแหน่งเพิ่มเช่นเดียวกับครูสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือไม่นั้น เป็นเรื่องเชิงนโยบาย แต่เบื้อนต้น ทำให้รู้ ว่าครู สช. มีเกียรติและศักดิ์ศรี ส่วนเรื่องเงินที่จะเพิ่มเติมเข้ามานั้น เป็นเรื่องอนาคต ซึ่งอาจจะมีการเสนอของบประมาณเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับครูเอกชนต่อไป
นายมณฑล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ยังได้กำชับถึงการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวของโรงเรียนเอกชน ซึ่งก่อนหน้านี้ มีกรณีเงินอุดหนุนรั่วไหลเกิด โดยรัฐมนตรีว่าการศธ.ต้องการให้การเบิกจ่ายเงินดังกล่าวมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ขณะเดียวกันสช.ได้เชิญเจ้าหน้าจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ป.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และผู้แทนโรงเรียนเอกชนมาร่วมหารือถึงประเด็นเงินอุดหนุนรั่วไหล เพื่อหาทางป้องกัน รวมถึงเตรียมแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับวางมาตรการให้โรงเรียนเอกชนสร้างความรับผิดชอบในการตรวจสอบเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้รัดกุมมากขึ้น

