ม.รามฯ แจงปมนักการเมืองดังส่งคนสอบแทน พบผิดจริง สั่งสอบคนยุติเรื่อง
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน เวลา 10.30 น. ที่ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง อธิการบดี (รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง) แถลงข่าวปมร้อน 2 เรื่อง ได้แก่ 1.ปมการสอบของนักศึกษารายหนึ่ง ซึ่งเป็นนักการเมืองชื่อดัง ถูกกล่าวหาส่งบุคคลอื่นเข้าสอบแทน และ 2.กรณีนายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ แจ้งความดำเนินคดีกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหง
นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ชี้แจงว่า ตามที่มีข่าวปรากฏในสื่อมวลชนเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยรามคำเเหง กรณีที่มีนักศึกษารายหนึ่งกล่าวหาว่าได้ส่งบุคคลอื่นเข้าสอบแทน และกรณีที่อดีตผู้บริหารมหาวิทยาลัย 2 ราย เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กก.1 ป กล่าวหาข้าพเจ้า นายวุฒิศักดิ์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้กระทำการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณานั้น เพื่อปกป้องชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ในนามมหาวิทยาลัยรามคำแหง ข้าพเจ้าขอชี้แจงกรณีดังกล่าว ดังต่อไปนี้
1.จากเอกสารที่ปรากฏ การยุติการดำเนินการทางวินัยกับนักศึกษารายดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในสมัยที่ นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี โดยนายสืบพงษ์ ทั้งในฐานะอธิการบดี และในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารงานมหาวิทยาลัย (ก.บ.ม.ร.) ได้เสนอรายงานผลการสอบวินัยนักศึกษาต่อ ก.บ.ม.ร. และมีมติให้ “ยุติเรื่อง” ในการประชุม ก.ม.ม.ร.ครั้งที่ 15/2565 วาระที่ 5.53 วันที่ 8 มิถุนายน 2566

2.หากการยุติดังกล่าวเป็นการยุติโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ หรือของมหาวิทยาลัย หรือถูกต้องตามกระบวนการในการดำเนินการทางวินัยนักศึกษา การแถลงข่าวของข้าพเจ้าก่อนหน้านี้ กระทำในนามมหาวิทยาลัยและเป็นการแถลงตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ได้สร้างความเสียหายให้แก่ผู้ใด และการที่สื่อมวลชนติดตามสอบถามเรื่องดังกล่าว ก็เป็นสิทธิที่สาธารณชนพึงได้รับทราบตามทำนองคลองธรรมอันเป็นเรื่องปกติทั่วไป
3.เมื่อสังคมเกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงยุติเรื่องทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญที่อาจกระทบต่อชื่อเสียงมหาวิทยาลัย ดังนั้น การที่มหาวิทยาลัยจะดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง ย่อมเป็นเรื่องปกติวิสัยในการบริหารงานมหาวิทยาลัย และการดำเนินการตรวจสอบอีกครั้ง มิได้หมายความว่า มหาวิทยาลัยได้ข้อสรุปแล้วว่า การยุติเรื่องเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากแต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ยืนยันในสิ่งที่ได้มีการดำเนินการไปแล้ว ย่อมเป็นการทำให้สังคมได้ตระหนักว่ามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยกเว้น ในกรณีที่การยุติเรื่องเป็นการยุติโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มหาวิทยาลัยก็ย่อมจักต้องพิจารณาต่อไป ส่วนจะกระทบสิทธิของนักศึกษาหรือไม่ เป็นประเด็นทางกฎหมายที่แยกต่างหากออกไป โดยมหาวิทยาลัยจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

4.การที่ได้มีผู้ไปแจ้งความกล่าวโทษข้าพเจ้าด้วยข้อหาทางอาญาที่ร้ายแรง ข้าพเจ้าได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของมหาวิทยาลัย ไปดำเนินคดีกับนายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด แล้วในข้อหาแจ้งความเท็จ หรือแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และข้อหาแจ้งความเท็จหรือแจ้งความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา เพื่อกลั่นแกล้งให้ข้าพเจ้าได้รับโทษโดยรู้อยู่แล้วว่ามิได้มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 มาตรา 176 มาตรา 193 และมาตรา 174 และจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ใดก็ตามที่นำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่สร้างความเสียหายให้แก่ข้าพเจ้าต่อไป
“ม.รามฯจะตรวจสอบว่า การยุติการสอบสวนนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผมเป็นอธิการบดีรามฯ เมื่อปี 2564 ก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จริงเรื่องดังกล่าว และคณะกรรมการได้สรุปผลการเข้าสอบแทน ว่ามีมูลความผิด ซึ่งผมได้มีหนังสือให้เสนอเรื่องเข้า ก.บ.ม.ร. ส่วนหลักฐานในการเข้าสอบแทนนั้น ต้องขอบอกว่า ปกติการสอบวินัยนักศึกษา จะส่งให้ฝ่ายกิจการนักศึกษาเป็นผู้ดำเนินการ ป.โท ป.เอก จะส่งให้บัณฑิตวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการ ด้วยความรอบคอบ คณะกรรมการสอบฯ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เชิญทุกฝ่ายมาสอบถาม มีทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล และบัญชีเซ็นชื่อนักศึกษา ที่เข้าเรียน และเข้าสอบ“ นายวุฒิศักดิ์กล่าว

นายวุฒิศักดิ์กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าว มหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ เมื่อปี 2565 พบว่ามีมูล และมีหลักฐานว่าส่งผู้อื่นเข้าไปสอบแทน ต่อมาส่งเรื่องให้คณะกรรมการบริหารงานมหาวิทยาลัย (ก.บ.ม.ร.) ซึ่งสมัยนั้นนายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ เป็นอธิการบดี และประธาน ก.บ.ม.ร. ซึ่งประชุมครั้งนั้น มีมติให้ยุติเรื่อง ซึ่งจากการตรวจสอบทั้งหมด พบว่าเรื่องดังกล่าวมีมูล จึงจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง
นายวุฒิศักดิ์กล่าวต่อว่า ตามหลักการ ในอดีตเคยมีผู้เข้าสอบแทน แล้วมหาวิทยาลัยก็ดำเนินการทางวินัยนักศึกษา ผู้ที่มีการเข้าสอบแทนถึงเป็นการปลอมแปลงเอกสารราชการ ก็จะแจ้งความดำเนินคดีด้วย
นายวุฒิศักดิ์กล่าวว่า ทั้งนี้ พบนักศึกษารายนี้มาลงทะเบียนเรียนใหม่ ใกล้จะจบแล้ว หากมีการตรวจสอบจะมีผลกระทบหรือไม่ ซึ่งตนได้ระบุในเอกสารแล้วว่า ในกรณีที่การยุติเรื่องเป็นการยุติโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มหาวิทยาลัยก็ย่อมจักต้องพิจารณาต่อไป ส่วนจะกระทบสิทธิของนักศึกษาหรือไม่ เป็นประเด็นทางกฎหมายที่แยกต่างหากออกไป
นายวุฒิศักดิ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การเข้าสอบต้องมีบัญชีเซ็นชื่อ ซึ่งผู้มาสอบแทนเช็นชื่อในช่องของนักศึกษารายนั้น ไม่ใช่ครั้งเดียว มีการเซ็นชื่อหลายครั้ง ซึ่งตนไม่ทราบว่าเป็นการเข้าสอบหลายครั้งหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนั้นไม่พบว่าชื่อกับหน้าบัตรไม่ตรงกันหรือ นายวุฒิศักดิ์กล่าวว่า “เราเจอเลยว่าเขานั่งสอบอยู่ ทั้งนี้ มีหลักฐานชัดเจน ส่วนวิชาที่เข้าสอบแทนเป็นวิชาภาษาอังกฤษ”



