‘สพฐ.’ ย้ำ ‘บิ๊กเขตพื้นที่ฯ’ เฝ้าระวังเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดนอกระบบ-จี้พัฒนาคุณภาพการศึกษา

7.11.24 | 15:38 น.

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการพาน้องกลับมาเรียนนำการเรียนไปให้น้องและการประชุมสัมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ว่า ในปีนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายที่สำคัญหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องของการแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งคำว่า 0 dropout ที่มาจากนโยบาย Thailand zero dropout ของรัฐบาลจะไม่ใช่แค่การนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบ แต่ต้องให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา ซึ่งในส่วนของสพฐ.ในปีนี้นอกจากจะมีนโยบายพาน้องกลับมาเรียนแล้วยังได้เพิ่ม พาการเรียนมาให้น้อง เข้ามาด้วย โดยในตอนนี้ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ประกอบกับที่ทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือ anywhere anytime ทำให้สามารถนำการเรียนกลับไปให้เด็กได้โดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

“ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำการค้นหาเด็กให้พบเพื่อจะได้จัดการวางแผนแก้ปัญหา รวมไปถึงเฝ้าระวังในนักเรียนที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงว่าจะหลุดออกจากระบบ ฉะนั้นขอฝากผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯว่าเด็กทุกคนต้องได้เรียนและไม่จำเป็นจะต้องมาโรงเรียนแต่ต้องได้รับความรู้และสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งสพฐ.มีหน้าที่ในการคิดรูปแบบว่าจะทำอย่างไรบ้างให้เยาวชนที่ไม่ประสงค์กลับเข้าสู่โรงเรียนสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ผมขอฝากให้ทั้งผู้บริหารเขตและสถานศึกษารวมไปถึงครูร่วมกันทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง นอกจากนี้ขอให้เขตพื้นที่ฯจัดทำตัวชี้วัดในเรื่องของการค้นหาเด็กให้ชัดเจน”ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าว

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า สำหรับการพัฒนาการศึกษา สพฐ.ยังยึดนโยบายเรียนดีมีความสุขของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศธ. เป็นนโยบายหลักในการขับเคลื่อน จึงขอฝากให้ผอ.เขตเรียนรู้และศึกษานโยบายนี้อย่างละเอียด ซึ่งภายใต้นโยบายนี้มีจะเน้นการจัดการศึกษาทั้งหมด 2 ด้านคือ การจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และ การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต และยังมีภารกิจที่สำคัญ คือ การลดภาระของครู นักเรียน และผู้ปกครอง ซึ่งในส่วนของศธ.และสพฐ.ได้มีการออกนโยบายที่มาช่วยลดภาระอย่างเป็นรูปธรรมเช่น การยกเลิกครูเวร การลดหนี้ครู การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือเปิดระบบย้ายจับคู่ครูคืนถิ่น Teacher Matching System (TMS) นโยบายสุขาดีมีความสุข การเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวให้กับนักเรียน เป็นต้น จึงขอฝากให้ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ช่วยกันลดภาระของครู นักเรียน และผู้ปกครอง จากงานเอกสารหรือการจัดกิจกรรมที่ไม่จำเป็นด้วยเช่นกัน อยากกำชับคือต้องสอนเด็กให้ฉลาดรู้และสอนในสิ่งที่ยังไม่รู้

Advertisement

“ทั้งนี้ในเรื่องของโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ ปีซ่า ในปี 2568 ขอฝากให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษาเข้าไปดูแลโรงเรียนที่คาดว่าจะได้รับการประเมินซึ่งมีทั้งหมด 9,214 โรงเรียนที่อาจจะโดนสุ่มประเมิน โดยสพฐ.มีความมั่นใจว่าผลการประเมินปีซ่าจะมีคะแนนที่สูงขึ้นจากปีก่อนเพราะทุกโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาได้เตรียมความพร้อม รวมไปถึงการให้นักเรียนได้ทำความรู้ความเข้าใจกับการประเมินอย่างจริงจัง”ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าว

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการยกร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติพ.ศ.ฉบับใหม่ หากต้องการจะยกระดับคุณภาพการศึกษาจะต้องไม่เปลี่ยนที่โครงสร้างแต่ต้องเข้าไปเปลี่ยนแปลงที่โรงเรียน ครู และนักเรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา พ.ร.บ.ที่ออกมาจะทำอย่างไรให้โรงเรียนพัฒนา มีสิ่งที่จะสามารถใช้สอนนักเรียนให้เกิดความฉลาดรู้และมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับครูผู้สอน หาก พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่มีเรื่องแบบนี้ก็จะทำให้เกิดการปฏิวัติการศึกษาอย่างแท้จริง ซึ่งขอฝากให้ตัวแทนผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ ที่มีโอกาสเข้าไปคุยกับทางกรรมธิการ(กมธ.)สภาผู้แทนราษฏร นำเสนอสิ่งที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาของไทย