หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา เรียนไทยได้จี...

เรียนไทยได้จีน : นิทานสุภาษิตจีน (333) 成语故事 (三三三)

12.11.24 | 12:49 น.

นิทานสุภาษิตจีนที่ “เรียนไทยได้จีน” จะนำเสนอในฉบับนี้คือ 以貌取人 yǐ mào qǔ rén (อี่ เม่า ฉวี่ เหริน) โดย คำว่า以yǐ (อี่) แปลว่า อาศัยใช้ หรือ เอา…เป็นตัวตั้ง 貌 mào (เม่า) แปลว่า รูปลักษณ์ รูปร่างหน้าตา 取 qǔ (ฉวี่) แปลว่า คัดเอา เลือกเอา 人rén (เหริน ) แปลว่า คน เมื่อรวมกันแล้วหมายถึง ตัดสินเลือกคนจากรูปร่างหน้าตา ตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก มาดูตัวอย่างจากนิทานสุภาษิตจีนนี้กัน

ในภาษาจีนนั้น เมื่อคุณครูเรียกนักเรียน ก็จะใช้คำว่าถงเสว 同学/ 同學tónɡxué คำนี้แปลตามความหมายแล้วก็จะหมายถึง เพื่อนร่วมเรียน เรียนไปพร้อมกัน เป็นความหมายที่ดีมาก เพราะครูที่อบรมสั่งสอนแก่นักเรียนนั้น ก็ย่อมเกิดการเรียนรู้ เกิดประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ ไปด้วยเสมอ

ขงจื่อ 孔子Kǒnɡzǐ (ขงจื๊อ) นักปราชญ์ของจีนในยุคชุนชิว 春秋 Chūnqiū เป็นยุคที่การศึกษาเบ่งบานมากที่สุด กล่าวกันว่า ตลอดชีวิตของท่านขงจื่อ ท่านได้อบรมสั่งสอนลูกศิษย์มากมายหลายพันคน ทั้งยังร่วมมือกับลูกศิษย์ในการรวบรวมเอกสารโบราณแล้วเรียบเรียงทำเป็นเอกสารตำราขึ้นมา เป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงแก่ชาติจีน และประสบการณ์หลายอย่าง ความรู้หลายอย่างที่ขงจื่อได้มานั้นมีไม่น้อยเลยที่ได้มาจากกิจกรรมระหว่างการเรียนการสอน หรือมาจากการประเมินลูกศิษย์จากความคิดของตน แล้วผลที่ได้มันก็มีไม่น้อยที่ทำให้ขงจื่อรู้ว่าตนเองเป็นฝ่ายผิดพลาดไป

มีเรื่องเล่าว่าขงจื่อ มีลูกศิษย์สองคนที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และขงจื่อก็ตัดสินอนาคตของศิษย์สองคนนี้โดยอาศัยเพียงการได้เห็นจากรูปลักษณ์ภายนอก จึงทำให้การตัดสินของเขาผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง โดยศิษย์คนหนึ่งมีนามว่าจ๋าย ยหวี่宰予Zǎi Yǔ จ๋ายยหวี่เป็นคนที่มีรูปร่างน่าตาดี มีสง่าราศี ไหวพริบดี ช่างพูดช่างเจรจา เก่งในทางปะทะคารม ถกประเด็นปัญหา นับเป็นลูกศิษย์ที่หาตัวได้ยากคนหนึ่งของขงจื่อ ขงจื่อจึงคิดว่า ลูกศิษย์คนนี้ต้องมีอนาคตที่รุ่งโรจน์เป็นแน่แท้ จึงตั้งใจอบรมสั่งสอนให้ลูกศิษย์คนนี้มากเป็นพิเศษ ส่วนลูกศิษย์คู่เปรียบเทียบอีก คนนามว่าจื่อ ยหวี่ 子羽 Zi Yǔ ศิษย์คนนี้หน้าตาไม่ได้ดูดีอะไร ออกจะหน้าตาอัปลักษณ์เสียด้วยซ้ำไป ขงจื่อมองดูลูกศิษย์คนนี้แล้ว เห็นว่ารูปร่างหน้าตาไม่เข้าตำรา จึงคิดว่าคงเป็นศิษย์ที่ไม่มีอนาคตอะไรแน่แล้ว จึงไม่ค่อยได้ใส่ใจในการให้ความรู้ คงเน้นแค่การอบรมให้เป็นคนดี เมื่อเรียนจบในระดับพื้นฐานแล้ว จื่อ ยหวี่ได้ลาออกไป เพื่อแสวงหาความรู้ต่อไปด้วยตนเอง กาลเวลาผ่านไป จ๋าย ยหวี่นักเรียนรูปหล่อ ผู้มีนิสัยขี้เกียจ ตื่นสาย ไม่ค่อยสนใจร่ำเรียนวิชา แต่ชอบเถียง และก็มักจะเถียงชนะศิษย์คนอื่น ๆ อยู่เสมอ จนขงจื่อเอือมระอาในพฤติกรรมของจ๋าย ยหวี่ ในทางกลับกัน จื่อ ยหวี่กลับมีวิชาเต็มตัว และยังสามารถตั้งโรงเรียนเปิดสอนหนังสือ

Advertisement

(ที่มาภาพ https://image.baidu.com/search/detail?ct)

เป็นของตัวเองได้ ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่ว ส่วนจ๋าย ยหวี่เมื่อเรียนจบก็ได้เข้าทำงานเป็นข้าราชการในรัฐฉี และต่อมาได้เข้าร่วมกับอีกฝ่ายก่อการวุ่นวายแก่งแย่งชิงอำนาจในวัง และฝ่ายที่จ๋าย ยหวี่เข้าร่วมพ่ายแพ้ ตัวเขาจึงถูกประหารชีวิตไปด้วย เมื่อขงจื่อทราบเรื่องจึงทอดถอนหายใจว่า ข้าคิดผิดอีกแล้ว ที่ได้ตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว

ข้อคิดจากประโยคสุภาษิตนี้

成语比喻:根据外貌来判别一个人的品质才能。

成語比喻:根據外貌來判別一個人的品質才能。

Chénɡyǔ bǐyù:Gēnjù wàimào lái pànbié yīɡè rén de pǐnzhì cáinénɡ.

เฉิงยหวี่ ปี่ยวี่: เกินจวี้ ว่ายเม่า ไหล พ่านเปี๋ย อีเก้อ เหริน เตอะ ผิ่นจื้อ ฉายเหนิง.

สุภาษิตเปรียบว่า การตัดสินคุณสมบัติของบุคคลจากรูปลักษณ์ภายนอก

ประโยคตัวอย่างที่ใช้สำนวนสุภาษิตนี้ เช่น

当领导的人要记住,用人要以人品、能力为取舍依据,不应该以貌取人。

當領導的人要記住,用人要以人品、能力為取舍依據,不應該以貌取人。

Dānɡ lǐnɡdǎo de rén yào jì zhù, yònɡrén yào yǐ rén pǐn、nénɡlì wèi qǔshě yījù, bù yīnɡɡāi yǐmàoqǔrén.

ตัง หลิงเต่า เตอะ เหริน เหย้า จี้ จู้, ย่งเหริน เหย้า อี่ เหรินผิน、เหนิงลี่ เว่ย ฉวี่เฉ่อ อีจวี้, ปู้ อิงไก อี่เม่าฉวี่เหริน.

เป็นผู้นำต้องจำไว้ว่าการคัดเลือกบุคคลควรขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยและความสามารถของคน ซึ่งไม่ควรตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก