ทปอ.มรภ.ออกแถลงการณ์ยันตั้งผู้เกษียณนั่งอธิการได้

9.03.17 | 14:54 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนในประเด็นแต่งตั้งอธิการบดี มรภ.จากผู้เกษียณอายุราชการนั้น ทปอ.มรภ.ได้พิจารณาโดยมีที่ปรึกษาด้านกฎหมายเข้าร่วมประชุม และมีมติให้แถลงให้สังคมรับทราบดังนี้ 1.การแต่งตั้งอธิการบดี มรภ.เป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 มาตรา 18 วรรค 3 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่า “การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหาร ตาม (ข) (1)(2)(3)(4)(5) หรือ (6) ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษานั้น” 2.พ.ร.บ.มรภ.มาตรา 29 ได้บัญญัติคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีไว้ชัดเจน โดยไม่มีข้อห้ามผู้เกษียณดำรงตำแหน่งอธิการบดี ดังนั้น การสรรหาอธิการบดี มรภ.จากผู้ที่เกษียณจึงสามารถกระทำได้และชอบด้วยกฎหมายทุกประการ 3.ตามความในมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา บัญญัติไว้ชัดเจนว่าการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารตามมาตรา 26 วรรค 1 จากบุคคลที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาสามารถกระทำได้

4.เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มพิเศษของผู้บริหารที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เป็นไปตาม พ.ร.ฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ.2539 5.โดยข้อเท็จจริง อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง ทั้งที่เป็นส่วนราชการและในกำกับรัฐ ได้รับการแต่งตั้งจากผู้เกษียณ 6.การอ้างถึงคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด กรณีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสานนั้น โดยข้อเท็จจริงเป็นคนละกรณีกัน มิได้เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้เกษียณเป็นอธิการบดี กล่าวคือ เป็นกรณีที่ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการอธิการบดีได้อยู่ร่วมในที่ประชุมในขณะที่มีการพิจารณาแต่งตั้งตนเอง ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539