ศ.น.ท.สุมิตร สุวรรณ อาจารย์ประจำหลักสูตรการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน (มก.) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ที่มี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน ได้เตรียมจัดทำรายละเอียดเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เยียวยาข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา กรณีข้าราชการได้รับการปรับอัตราเงินเดือนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังเตรียมเสนอ ครม.พิจารณาขอรับจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อปรับเงินเดือนชดเชยให้กับพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาหรือพนักงานมหาวิทยาลัยที่บรรจุก่อน 1 พฤษภาคม 2567 และก่อน 1 พฤษภาคม 2568 อีกครั้งนั้น ส่วนตัวเห็นด้วยอย่างยิ่งในการปรับเงินเดือนครั้งนี้ ซึ่งมติ ครม.ปี 2542 อนุมัติในหลักการให้สถาบันอุดมศึกษาจ้างพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาทดแทนอัตราข้าราชการที่เกษียณ โดยให้สำนักงบประมาณจ่ายค่าใช้จ่ายในการจ้าง เพิ่มขึ้น 1.5-1.7 เท่าของอัตราเงินเดือนข้าราชการแรกบรรจุ และควรปรับเงินเดือนให้กับข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งระบบ ซึ่งไม่ได้มีการปรับมานานกว่า 10 ปี ไม่ใช่ปรับเฉพาะอัตราแรกบรรจุเท่านั้น
“สำหรับการปรับเงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัย ควรดำเนินการเป็นขั้นบันได โดยคนที่บรรจุเข้ามาใหม่อาจจะมีการปรับในอัตราที่มากกว่าผู้ที่บรรจุอยู่เดิม แต่ขอให้มีการปรับทั้งระบบ เพื่อไม่ให้เงินเดือนของคนเข้าใหม่ไปแซงหรือเท่ากับคนที่อยู่มานาน ตรงนี้ถือเป็นการให้ความเป็นธรรมกับพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่มานานด้วย” ศ.น.ท.สุมิตรกล่าว
ศ.น.ท.สุมิตรกล่าวต่อว่า การปรับเงินเดือนให้พนักงานมหาวิทยาลัยในครั้งนี้ เนื่องจากพนักงานมหาวิทยาลัยไม่มีกฎหมายรองรับสถานภาพ อว.จึงควรทบทวนและเสนอร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งยกร่างโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเคยรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้วครั้งหนึ่งตั้งแต่ปี 2558 โดยข้อดีของกฎหมายฉบับนี้คือ มีการกำหนดไว้ชัดเจนว่า หากมีการปรับเงินเดือนข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัยก็จะได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนด้วยทันที โดยไม่ต้องเสนอให้ ครม.พิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้ สาเหตุที่ยังไม่สามารถเสนอกฎหมายฉบับนี้ให้ ครม.พิจารณาได้ เนื่องจากบุคลากรจำนวนหนึ่งยังมีความเห็นต่างในประเด็นที่มีการบังคับให้อาจารย์ทั้งที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยและข้าราชการต้องได้ตำแหน่งทางวิชาการ หากไม่ได้ตำแหน่งก็จะถูกยกเลิกสัญญาจ้างหรือให้ออกจากราชการได้ ส่งผลให้หลายคนไม่พอใจ โดยส่วนตัวมองว่าประเด็นดังกล่าวไม่ควรกำหนดไว้ในกฎหมาย แต่ควรเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้อาจารย์มีตำแหน่งทางวิชาการมากกว่า หากสามารถแก้ไขประเด็นนี้ได้ เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา
ศ.น.ท.สุมิตรกล่าวต่อว่า อีกหนึ่งประเด็นที่รู้สึกกังวลคือ หาก ครม.มีมติอนุมัติให้ปรับเงินเดือนตามที่เสนอ แต่อาจไม่มีงบประมาณสนับสนุน โดยให้ใช้เงินรายได้ของมหาวิทยาลัยมาจ่ายให้กับพนักงานก็จะกลายเป็นสร้างภาระให้กับมหาวิทยาลัยอย่างมาก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยขนาดเล็กที่มีเงินรายได้น้อย ดังนั้น ส่วนตัวอยากให้รัฐบาลตั้งงบประมาณสนับสนุน เพื่อไม่ให้กระทบต่อรายได้ของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีพนักงานอีกประเภทหนึ่งที่จ้างโดยเงินรายได้อยู่ด้วย
“พนักงานมหาวิทยาลัยควรจะมีกฎหมายคุ้มครองสถานภาพ เงินเดือน สวัสดิการ และความมั่นคงของตัวเอง ซึ่งการที่ไม่มีกฎหมายเป็นของตัวเองนั้น ทำให้ต้องส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ทุกครั้งที่ข้าราชการได้รับการปรับเงินเดือน โดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีบุคลากรที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับไม่มีกฎหมายคุ้มครองถือเป็นเรื่องแปลก ดังนั้น อว.ควรนำร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษากลับมาทบทวนให้เป็นที่ยอมรับกับทุกฝ่าย ก่อนเสนอให้ ครม.พิจารณาอีกครั้ง ” ศ.น.ท.สุมิตรกล่าว

