กมธ.การศึกษา-องค์กรครู ถกทิศทาง พ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับใหม่ ศธ. ยันต้องตอบโจทย์ทุกฝ่าย ไม่กระทบโครงสร้าง ครอบคลุมห้องเรียนเด็ก ได้รับการศึกษาเท่าเทียม อาชีวะขอหนึ่งมาตรา สร้างเอกภาพ
เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร จัดการสัมมนาเรื่อง “ทิศทางการศึกษาไทยต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ….”นำโดย นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ในฐานะกรรมาธิการ(กมธ.)การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร และ กลุ่มองค์กรบุคลากรทางการศึกษา โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เข้าร่วมรับฟัง
โดยนายสิริพงศ์ กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่ามีความยืดเยื้อมานานพอสมควร โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ซึ่งในมุมมองของศธ. มีแนวคิดในการนำร่างที่เคยยื่นไปแล้วถูกปัดตกไป ยื่นเข้าไปใหม่ เพื่อที่จะนำมาเป็นต้นเรื่องในการนำร่างอื่นๆที่พรรคการเมืองยื่นเข้ามาประกบกันเพื่อพิจารณาข้อดีข้อเสียจากร่างอื่นๆและทำร่างใหม่ออกมาให้เป็นพ.ร.บ.การศึกษาฯที่ตอบโจทย์มากที่สุด โดยในร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับของศธ.จะพยายามไม่ให้ไปกระทบระบบโครงสร้างมากจนเกินไปเพื่อไม่ให้ไปเดือดร้อน กับบุคลากรทางการศึกษา ขณะเดียวกันจะต้องครอบคลุมไปถึงห้องเรียนและเด็กให้มากยิ่งขึ้นเช่นกัน มุ่งเน้นการให้โอกาสเด็กที่จะเข้าสู่การศึกษาให้มีความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง
“เรื่องของการจัดการศึกษาอย่างเท่าเทียม เรื่องของสิทธิ และเรื่องของอำนาจ เป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กัน ซึ่งการจะไปปรับปรุงอาจก่อให้เกิดข้อกังวลกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ ในวันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ กมธ.การศึกษา สภาผู้แทนราษฎรได้มารับฟังความคิดเห็นของบุคลากรทางการศึกษา ขอให้ทุกฝ่ายได้เสนอความเห็นที่ต้องการ ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของกมธ.การศึกษาที่จะนำประเด็นในวันนี้ไปพูดคุยกันด้วยเหตุผล ศธ.พร้อมทำตามหน้าที่เพื่อให้เกิดทิศทางในการร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับใหม่ให้ไปในทิศทางเดียวกัน”นายสิริพงศ์ กล่าว

นายชัยนรงค์ ช่างเรือ กรรมการฝ่ายกฏหมายสมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อยากให้พ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับใหม่มีการปรับปรุงหลักสูตรให้เป็นหลักสูตรสมรรถนะซึ่งมีความต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับการศึกษาทุกระดับ โดยเป็นหลักสูตรที่เน้นการสร้างคนไปสู่อาชีพ เป็นการพัฒนาบุคคลให้มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานเพื่อตอบโจทย์สังคมและเศรษฐกิจ อีกประเด็นที่สำคัญคือการปฏิรูปการจัดการเรียนรู้เชิงรุกหรือ Active Learning เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน โดยในตอนนี้ทุกโรงเรียนมีความพร้อมและให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงอยากให้ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับใหม่มีการเขียนระบุสนับสนุนเรื่องนี้ให้ชัดเจน
“ทั้งนี้การจัดการศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้ง ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสติปัญญา มีทั้งความดีและความเก่งให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข อีกทั้งยังต้องให้ความสำคัญกับการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลดังนั้นก็จะเกิดเป็นการจัดการศึกษาที่รู้ความต้องการและส่งเสริมความถนัดของผู้เรียน ขณะเดียวกันต้องมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้กับการเรียนการสอนทุกระดับซึ่งจำเป็นต้องทุ่มงบประมาณเพื่อให้โรงเรียนของไทยมีคุณภาพเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ควรมีการเขียนให้ชัดเจนในพ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับใหม่ในส่วนของการพัฒนาหลักสูตร”นายชัยนรงค์ กล่าว
นายเศรษฐศิษฏ์ ณุวงค์ศรี ประธานเครือข่ายคนรักษ์อาชีวศึกษาแห่งประเทศไทย (ค.ร.อ.ท.) กล่าวว่า ตอนนี้หลายคนอาจมองว่าการศึกษามีอยู่ 2 ระดับคือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และ อุดมศึกษา แต่อาชีวะกลับไม่มีระดับการศึกษาเป็นของตัวเอง ในปัจจุบันอาชีวะจัดการศึกษาแบบลูกครึ่งเนื่องจากในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ถูกจัดให้อยู่ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่วน ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ถูกจัดให้อยู่ในระดับอุดมศึกษา ซึ่งทำให้อาชีวะศึกษาไม่มีจุดยืนเป็นของตนเอง ส่งผลให้ไม่มีกฏหมายในการบริหารจัดการที่ชัดเจน จึงอยากให้ในร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับใหม่ มีกฏหมายมาตราที่ระบุถึงการจัดการอาชีวะศึกษา เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ
นายธีระศักดิ์ สุวรรณปัญญา ประธานสหพันธ์ครูภาคเหนือ กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯที่กำลังจะเข้าสู่สภานั้นไม่ว่าจะเป็นร่างของรัฐบาลหรือของพรรคการเมืองใดก็ตามจะต้องมีสาระสำคัญที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 54 ที่ระบุไว้ว่ารัฐต้องดําเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ควรจะต้องเติมคำว่าให้เท่าถึงและเท่าเทียมเข้าไปในบทบัญญัตินี้ด้วย ดังนั้นร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับใหม่จะต้องให้โอกาสเด็กทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพโดยการสนับสนุนบุคลากรที่มีคุณภาพ งบประมาณ และการกระจายอำนาจไปยังสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาสามารถดำเนินภารกิจได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนั้นครูและบุคลากรต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเพื่อหลักประกันให้ผู้ปกครองได้มีความมั่นใจว่าบุคลากรในโรงเรียนมีมาตรฐานความรู้และจรรยาบรรณ จึงต้องมีการระบุสภาวิชาชีพที่ชัดเจนเพื่อควบคุมมาตรฐานความรู้และวิชาชีพของครูได้
“เมื่อมีบุคลากรที่เป็นมืออาชีพแล้วการจัดสรรทรัพยากรต่างๆก็ต้องเพียงพอเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับใหม่ต้องมีการระบุไว้ว่าต้องมีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ให้โรงเรียนมีอำนาจเป็นนิติบุคคล ซึ่งในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542มีการระบุไว้แล้วแต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริงทุกโรงเรียน”นายธีระศักดิ์ กล่าว
นายธีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ซึ่งเป็นการกดทับพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้องค์คณะบุคคลทุกระดับโดยเฉพาะสภาวิชาชีพครูกลายเป็นสภาขุนนางเนื่องจากไม่มีผู้ประกอบวิชาชีพครูเป็นตัวแทนในการบริหารสภาแม้แต่คนเดียว ส่วนการกระจายอำนาจในตอนนี้มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่คอยกระจายอำนาจไปยังภูมิภาคได้ดีพอสมควร ฉะนั้นระบบโครงสร้างในปัจจุบันจึงถือว่ามีความเหมาะสมและไม่ควรถูกเปลี่ยนเป็นระบบโครงสร้างแบบ ซิงเกิลคอมมานด์



