สพฐ.สั่งเขตทำสัญญาจ่ายงด.ลูกจ้างหวั่น7หมื่นคนเดือดร้อน-ลุ้นโละจ้างเหมา
เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมหารือกรณีกลุ่มลูกจ้าง สพฐ.กว่า 70,000 คน ที่ออกมาเรียกร้องแสดงความไม่พอใจในรูปแบบการจ้างเหมาบริการ โดย สพฐ.ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของลูกจ้างทุกคนก่อนจะเสนอปัญหาดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และกรมบัญชีกลาง ซึ่งในตอนนี้ยังไม่ได้รับคำตอบกลับมาแต่อย่างใด
“ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มลูกจ้างล่วงเลยมาเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนแล้ว ฉะนั้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน สพฐ.ได้ออกหนังสือกำชับไปยังสำนักงานเขตพื้นการศึกษา (สพท.) ทุกเขตให้ทำสัญญาและจ่ายเงินค่าจ้างให้กับลูกจ้างในสถานศึกษาของ สพฐ.ทุกคนภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน โดยการจ่ายค่าจ้างในครั้งนี้เป็นการจ่ายตามงบประมาณที่ สพฐ.ได้รับตามหลักเกณฑ์ของกรมบัญชีกลางคือการจ่ายแบบจ้างเหมาบริการไปก่อน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอบรับข้อเรียกร้องที่ สพฐ.ได้ยื่นไปและอนุมัติให้เปลี่ยนรูปแบบการจ้าง สพฐ.จะทำการของบประมาณเพิ่มเพื่อมาจ่ายในส่วนของเงินสบทบประกันสังคมให้กับกลุ่มลูกจ้าง” ว่าที่ร้อยตรี ธนุกล่าว
ว่าที่ร้อยตรี ธนุกล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้หารือการขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบและเด็กออกกลางคัน หรือ “Thailand Zero Dropout” ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างมากที่ปัจจุบันในระบบของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีเยาวชนกลับเข้ามาเรียนแล้วกว่า 4 แสนคน โดยในส่วนของ สพฐ.เองสามารถนำกลับเข้าสู่ระบบได้มากถึง 1.2 แสนคน ทั้งนี้ สพฐ.ได้ส่งรายชื่อเยาวชนที่หลุดออกจากระบบไปให้ สพท.ทั่วประเทศเพี่อเร่งดำเนินการนำเยาวชนในเขตพื้นที่ของตนเองกลับเข้ามาเรียน หากมีเยาวชนที่ไม่ประสงค์กลับเข้ามาเรียนก็จะต้องนำการเรียนไปให้เยาวชนเหล่านั้น โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่เป็นผู้ป่วยต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็จะมีหน้าที่ในการนำสื่อการเรียนการสอนและครูไปให้ถึงตัวเยาวชนเหล่านั้นถึงที่
ว่าที่ร้อยตรี ธนุกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ซึ่งตนได้มอบหมายให้ทุกสำนักให้ไปจัดทำคำของบประมาณให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและจุดเน้นของ สพฐ. โดยขอให้ทุกสำนักได้จัดทำคำของบประมาณที่เป็นโครงการใหม่ๆ ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพของครูและนักเรียน และนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมกับนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการเรียนการสอน ที่สำคัญต้องการให้มีการจัดทำแฟ้มสะสมผลงานนักเรียนแบบออนไลน์ โดยไม่ต้องพกเอกสารไปสมัครเรียนต่อหรือไปสมัครงาน รวมถึงในการจัดทำคำของบประมาณปี 2569 สพฐ.จะจัดทำบัตรสุขภาพนักเรียนออนไลน์ ที่รวบรวมข้อมูลสุขภาพเด็กทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก ส่วนสูง และโรคประจำตัวนักเรียน เพื่อให้ระบบการช่วยเหลือดูแลนักเรียนเข้าถึงสุขภาพเด็กอย่างตรงจุด

