กทม.อันดับ 1 เด็กหลุดระบบการศึกษา นักวิชาการ หวัง วันเด็กปีหน้า ศธ.ให้ของขวัญตาม น.ร.เข้าเรียน 50%
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า ในเร็วๆนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะรายงานความก้าวหน้า ปัญหา และอุปสรรคในการทำนโยบาย Thailand Zero Dropout โดย ศธ.มีเป้าหมายในการนำเด็กจำนวน 1,025,514 คน ที่ออกนอกระบบการศึกษา ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ซึ่งนโยบายนี้ดำเนินการใกล้ครบ 1 ปีแล้ว จากข้อมูลพบว่าจังหวัดที่เด็กหลุดจากระบบการศึกษามากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร เด็กหลุดจากระบบ 117,704 คน ส่วน จ.เชียงใหม่ เด็กหลุดจากระบบ 36,888 คน หรือจะเป็นจังหวัดที่เป็นต้นแบบ อย่าง จ.ราชบุรีเด็กหลุดจากระบบ 14,875 คน โดยจำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษาจะแตกต่างไปตามลักษณะสังคมของแต่ละพื้นที่
นายสมพงษ์ กล่าวว่า ในปี 2567 มีการประกาศนโยบายและติดตามช่วยเหลือเด็ก ถือว่า ศธ. ดำเนินการเรื่องดังกล่าวดีมาก มีการตื่นตัว ทำเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวง เป็นเรื่องที่ดีที่ศธ.ปรับ เปลี่ยนแปลง และเปิดกว้างมากขึ้น ที่กลับมามองเห็นเด็กเปราะบาง เด็กด้อยโอกาส ทำให้ใน 77 จังหวัดมีความพยายามติดตามตัวเด็กกลับเข้าระบบ ซึ่งในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ติดตามเด็กกลับมาได้ 139,690 คน หรือประมาณ 13.6% ทั้งนี้การติดตามตัวเด็กยังเป็นไปได้ยาก เพราะเมื่อเด็กออกจากระบบการศึกษาไป เด็กจะกระจัดกระจาย ออกนอกพื้นที่ ไปหางานทำ หรือมาตั้งแก๊ง เป็นกลุ่มก้อน
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนสาเหตุที่เด็กออกกลางคัน มาจากประเด็นสำคัญๆ คือ 1.ปัญหาความยากจน 2.ปัญหาระบบโรงเรียน ที่เด็กมีปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น ปัญหาด้านยาเสพติด ความรุนแรง การบูลลี่ การตั้งครรภ์ ก็จะถูกพลักออก 3.ปัญหาสุขภาพ เช่น สุขภาพไม่ดี มีความพิการ เด็กพิเศษ จะออกมาค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะหลังจากเศรษฐกิจไม่ดี เด็กเหล่านี้ไม่เคยถูกสำรวจเลย ซึ่งในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 มีการนำร่องโครงการ Thailand Zero Dropout ใน 25 จังหวัด ซึ่งใน 25 จังหวัดนี้ สามารถตามกลับมาได้ 62,515 คน แม้การตามเด็กค่อนข้างยาก แต่มีจังหวัดที่ตามเด็กกลับมาได้ 100% คือ จังหวัดปัตตานี และจังหวัดสุโขทัย ส่วนจังหวัดราชบุรีที่เป็นจังหวัดต้นแบบ กลับตามเด็กกลับมาได้ 12.4% เท่านั้น
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ศธ.มีนโยบาย มีแผน และมีนวัตกรรมสำคัญๆที่รองรับเมื่อเจอเด็ก และป้องกันไม่ให้เด็กออกนอกระบบการศึกษาอีก คือ มีนโยบายใน 1 อำเภอ 1.การศึกษาในระบบ เหมือนหลักสูตรทั่วไปตามโรงเรียน 2.การศึกษานอกระบบ และ 3.การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่น ไม่เน้นการสอบ การแข่งขัน มีหลักสูตรตอบโจทย์ชีวิต เป็นการให้โอกาสแบบประคับประคอง ไม่พลักเด็กออก ไม่บังคับให้เด็กเรียนในระบบโรงเรียน ทำให้เห็นว่าโรงเรียนมีความเมตตา เอื้ออาทร ต่อเด็กกลุ่มนี้มากขึ้น ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่เราไม่ได้เห็นมากนักในวงการศึกษา
“อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีประเด็นปัญหาอยู่ คือ กลุ่มคนที่เป็นกำลังสำคัญ โดยเฉพาะครูที่ต้องไปตามเด็ก พม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครระดับหมู่บ้าน ตำบล ซึ่งคนเหล่านี้จะรู้ว่าเด็กอยู่ไหน นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการระดับอำเภอ และจังหวัดที่จะประชุมเพื่อหาทางติดตามเด็ก รวมไปถึงคณะกรรมการระดับชาติ คือ คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ระดับชาติ ที่มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เริ่มดำเนินการติดตามเด็กไก้ 1 แสนคนแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นนโยบายที่เอาจริงเอาจัง แต่ระบบข้อมูลเขย่งกัน คือ ข้อมูลจากคณะกรรมการระดับชาติ ที่ดูอายุตั้งแต่ 3-18 ปี ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดูเด็กในการศึกษาภาคบังคับ และข้อมูลจาก สกร. ที่ดูเด็กที่อยู่นอกระบบแล้ว ทำให้ไม่ตรงกัน การใช้ข้อมูลร่วมกันอาจจะเกิดความลักลั่นอยู่ เมื่อข้อมูลที่ไม่ตรงกัน หน่วยงานแต่ละหน่วยงานก็จะยึดเอาข้อมูลของตนเป็นหลัก ซึ่งจะทำอย่างไรที่จะทำให้ข้อมูลที่มีอยู่เป็นชุดเดียวกัน และใช้ร่วมกันให้ได้” นายสมพงษ์กล่าว
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาต่อมาคือ เด็กกว่า 1 ล้านคนที่ออกนอกระบบ เป็นเด็กเปราะบาง และมีสภาพปัญหา เด็ก 1 คน มีปัญหาอยู่ในตนเอง 3-4 เรื่อง เช่น ความยากจน ยาเสพติด การใช้ความรุนแรง เป็นต้น เมื่อตามเด็กกลับมาได้ การวิเคราะห์ การส่งต่อจึงเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเด็กเหล่านี้ส่วนมากจะปฏิเสธระบบโรงเรียน
ดังนั้นเมื่อตามเด็กกลับมาได้ ต้องวิเคราะห์เด็กและเข้าไปถึงปัญหาที่แท้จริงให้ได้ โดยดูเด็กเป็นรายบุคคล ถึงจะสามารถออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพวกเขาได้ อาจจะต้องบำบัด เยียวยา ฟื้นฟูจิตใจ ดูเรื่องครอบครัวก่อนเป็นอันดับแรก แล้วมาเรียน ทั้งนี้อาจจะออกแบบการเรียนรู้ให้เขามีอาชีพ และรายได้ด้วย เพราะถ้าเรารีบตามเด็กกลับมาแล้วส่งเด็กเข้าระบบการศึกษาทันที อาจจะเกิดการออกวนซ้ำ ดังนั้น จะมุ่งเน้นดูจำนวนไม่ได้
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาต่อมา คือ ระบบครอบครัว พม.ต้องเข้ามาดูแลเรื่องดังกล่าว เช่น หาบ้าน หาอาชีพให้ครอบครัว เป็นต้น เพราะปัญหานี้ส่งผลต่อเด็กมาเช่นกัน สังคมสิ่งแวดล้อมในชุมชนก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ถ้าสังคมไม่ให้โอกาสเด็กเหล่านี้ ก็เป็นไปได้ยาก ส่วนปัญหาสุดท้ายที่พบมาก คือ ปัญหาสุขภาพจิตของเด็ก พบว่าเด็กถูกซ้ำเติม สะสมความเครียด ความรุนแรง บูลลี่ กล้อนผม ทั้งในระบบโรงเรียน ที่เข้าไปอยู่ในสภาพจิตใจเด็กอย่างมาก ดังนั้น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะทำอย่างไรช่วยเด็กเหล่านี้
“ดังนั้น ศธ. พม. สธ. กระทรวงมหาดไทยจะบูรณาการช่วยเหลือเด็กร่วมกันอย่างไร จะให้ ศธ. ทำงานอยู่ฝ่ายเดียวก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเด็กที่ออกจากระบบไม่ได้มาจากปัญหาการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย วันเด็กที่จะถึงนี้
รัฐบาลจะแถลงจำนวนเด็กที่เข้าระบบล่าสุด ซึ่งหวังว่าในจำนวนกว่า 1 ล้านคน รัฐบาลจะมีข่าวดี ว่าสามารถตามกลับมาได้ 50% หากทำได้ถือเป็นผลงานสำคัญ และเป็นผลงานที่ประชาชน สังคมจะยอมรับว่า ศธ. เปลี่ยนไป ดีขึ้น เอาใจใส่ รับฟัง ทำงานกับท้องถิ่น ออกชนดีขึ้น ไม่แยกส่วนเหมือนเมื่อก่อน” ยาบสมพงษ์ กล่าว

