‘ภูมิใจไทย’ เดินหน้า พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม เน้นจัดการศึกษายืดหยุ่น ประหยัดเวลา ลดเหลื่อมล้ำ

2.12.24 | 14:34 น.

‘ภูมิใจไทย’ เดินหน้า พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม เน้นจัดการศึกษายืดหยุ่น หลากหลาย ประหยัดเวลา ลดความเหลื่อมล้ำ

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ร่างพ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม เป็นแนวคิดของพรรคภูมิใจไทยที่อยากจะนำเสนอถึงปัญหาการศึกษาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การจัดการศึกษาที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากงบประมาณที่ไม่สมดุลกับบุคลากร ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาจนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยการจะเปลี่ยนความรู้ให้เท่าทันปัจจุบันต้องใช้เวลาพอสมควร ทั้งเรื่องของการเตรียมบุคลากรและหลักสูตร อีกทั้งยังมีเรื่องของเด็กที่หลุดออกจากระบบเนื่องจากการศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับทุกคน ในยุคนี้การศึกษานอกจากจะต้องทั่วถึงแล้วยังต้องมีความยืดหยุ่นสำหรับทุกคนด้วย

“ภาระของผู้ปกครองก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายของลูกหลานที่ไม่ใช่เพียงแค่ค่าใช้จ่ายในโรงเรียนแต่ยังมีค่ากิน ค่าเรียนพิเศษ ค่าเดินทาง และค่าเตรียมตัวในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งภูมิใจไทยยังเห็นถึงว่าหนี้ครัวเรือนกว่า 30 เปอร์เซ็นต์เกิดจากภาระทางการเรียนทั้งสิ้น จึงเป็นที่มาของร่างพ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม ที่ทางพรรคอยากจะเสนอให้มีการศึกษาที่ยืดหยุ่น หลากหลายและประหยัดเวลา โดยพรรคจะเน้นไปที่การนำเทคโนโลยีมาใช้ ในการจัดการเรียนการสอนที่ไม่ได้อยู่ในกรอบเวลาเรียนเดิม เช่น การเรียน4ช่วงชั้นอาจจะไม่ต้องใช้เวลาถึง 12 ปีอีกต่อไป รวมไปถึงมุ่งเน้นให้คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่วุฒิการศึกษาแต่อยู่ที่ทักษะความรู้ความสามารถของแต่ละคนมากกว่า” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า หลังจากการเวิร์กช็อปให้นักเรียน นักศึกษา และภาคเอกชนเข้ามาร่วมเสนอปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลมาจัดทำเป็นร่างพ.ร.บ.ก็ได้มีการสะท้อนปัญหาต่างๆที่น่าสนใจเข้ามาโดยเฉพาะในฝั่งของภาคเอกชนที่มองว่าความแข็งตัวของหลักสูตรแกนกลางทำให้ผลิตบุคลากรออกมาได้ไม่ตอบโจทย์กับตลาดแรงงาน ซึ่งบางบริษัทเอกชนก็มีหลักสูตรที่มีความพร้อมในการผลิตบุคลากรให้ตรงความต้องการแต่ด้วยความแข็งตัวของหลักสูตรแกนกลางทำให้ไม่สามารถนำหลักสูตรของบริษัทเข้าไปร่วมได้ ส่งผลให้บริษัทต่างๆต้องมาฝึกบุคลากรใหม่อีกครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่าการลงทุนในการฝึกบุคลากรให้ตรงความต้องการนั้น กลับไม่ได้จำนวนตามเป้าที่วางไว้ จนเกิดเป็นการลงทุนที่เป็นภาระอย่างมากต่อภาคเอกชน ดังนั้นร่างพ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม จึงจะมีเรื่องของการจัดการศึกษาให้สามารถผลิตบุคลากรที่พร้อมใช้งาน เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันที

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของ 3 แพลตฟอร์ม สำคัญคือ แพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์ แพลตฟอร์มเครดิตแบงก์ และแพลตฟอร์ม Portfolio ที่จะถูกบรรจุเข้าในพ.ร.บ.ฉบับนี้ บางส่วนจะเป็นแพลตฟอร์มที่ศธ.ได้มีการดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะนำมาบูรณาการและต่อยอด โดยจะเน้นการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์และใช้งบประมาณให้คุ้มค่า เช่น เรื่องของธนาคารหน่วยกิต หรือ เครดิตแบงก์ ที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถเลือกระหว่างโลกของการทำงานกับการเรียนเดินไปด้วยกันได้ ซึ่งยังมีอีกหลายโครงการในปัจจุบันที่จะสามารถนำมาบูรณาการร่วมกับการจัดทำแพลตฟอร์มได้

Advertisement

“ในทางการเมืองพ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียมถือว่ามีความท้าทายพอสมควร ที่จะได้รับมติเห็นชอบจากพรรคการเมืองอื่นๆ เนื่องจากว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการศึกษาไทย และเป็นการหลุดออกจากกรอบการศึกษาแบบเดิมๆ เปลี่ยนค่านิยมในการดูคุณค่าของคนจากวุฒิการศึกษามาดูที่ทักษะความรู้ความสามารถ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดการยอมรับได้ยาก ทั้งนี้พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าไว้ว่าพ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม จะเข้าสู้รัฐสภาหลังจากเปิดสมัยประชุม ระหว่างนี้อยู่ในช่วงของการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน รวมถึงจะมีการสอบถามความคิดเห็น จากผู้เรียนซึ่งถือเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของการจัดการศึกษา โดยหลังจากนี้หากมีการขับเคลื่อนไปในทิศทางใดเพิ่มเติมทางพรรคก็จะแจ้งให้ได้ทรายโดยทั่วกัน”นายสิริพงศ์ กล่าว