ภท.ลุยยกร่าง พ.ร.บ.ศึกษาเท่าเทียม เน้นยืดหยุ่น-ร่นเวลาเรียน เล็งดันเข้าสภาหลังเปิดประชุม สมัยหน้า
เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม เป็นแนวคิดของพรรค ภท.ที่อยากจะนำเสนอถึงปัญหาการศึกษาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การจัดการศึกษาที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากงบประมาณที่ไม่สมดุลกับบุคลากร ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โดยการจะเปลี่ยนความรู้ให้เท่าทันปัจจุบัน ต้องใช้เวลาพอสมควร ทั้งเรื่องของการเตรียมบุคลากร และหลักสูตร อีกทั้ง ยังมีเรื่องของเด็กที่หลุดออกจากระบบเนื่องจากการศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับทุกคน ในยุคนี้การศึกษานอกจากจะต้องทั่วถึงแล้วยังต้องมีความยืดหยุ่นสำหรับทุกคนด้วย
“ภาระของผู้ปกครองก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายของลูกหลาน ที่ไม่ใช่เพียงแค่ค่าใช้จ่ายในโรงเรียนแต่ยังมีค่ากิน ค่าเรียนพิเศษ ค่าเดินทาง และค่าเตรียมตัวในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่ง ภท.ยังเห็นถึงว่าหนี้ครัวเรือนกว่า 30% เกิดจากภาระทางการเรียนทั้งสิ้น จึงเป็นที่มาของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม ที่ทางพรรคอยากจะเสนอให้การศึกษายืดหยุ่น หลากหลาย และประหยัดเวลา
โดยพรรคจะเน้นไปที่การนำเทคโนโลยีมาใช้ ในการจัดการเรียนการสอนที่ไม่ได้อยู่ในกรอบเวลาเรียนเดิม เช่น การเรียน 4 ช่วงชั้น อาจจะไม่ต้องใช้เวลาถึง 12 ปีอีกต่อไป รวมถึง มุ่งเน้นให้คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่วุฒิการศึกษาแต่อยู่ที่ทักษะความรู้ความสามารถของแต่ละคนมากกว่า” นายสิริพงศ์กล่าว
นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า หลังจากการเวิร์กช็อปให้นักเรียน นักศึกษา และภาคเอกชนเข้ามาร่วมเสนอปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลมาจัดทำเป็นร่าง พ.ร.บ.ก็ได้สะท้อนปัญหาต่างๆ ที่น่าสนใจเข้ามา โดยเฉพาะในฝั่งของภาคเอกชนที่มองว่าความแข็งตัวของหลักสูตรแกนกลางทำให้ผลิตบุคลากรออกมาได้ไม่ตอบโจทย์กับตลาดแรงงาน ซึ่งบางบริษัทเอกชนมีหลักสูตรที่มีความพร้อมในการผลิตบุคลากรให้ตรงความต้องการ
แต่ด้วยความแข็งตัวของหลักสูตรแกนกลางทำให้ไม่สามารถนำหลักสูตรของบริษัทเข้าไปร่วมได้ ส่งผลให้บริษัทต่างๆ ต้องมาฝึกบุคลากรใหม่อีกครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่าการลงทุนในการฝึกบุคลากรให้ตรงความต้องการนั้น กลับไม่ได้จำนวนตามเป้าที่วางไว้ จนเกิดเป็นการลงทุนที่เป็นภาระอย่างมากต่อภาคเอกชน ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม จึงจะมีเรื่องของการจัดการศึกษาให้สามารถผลิตบุคลากรที่พร้อมใช้งาน เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันที
นายสิริพงศ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของ 3 แพลตฟอร์มสำคัญ คือ แพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์ แพลตฟอร์มเครดิตแบงก์ และแพลตฟอร์ม Portfolio ที่จะถูกบรรจุเข้าในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ บางส่วนจะเป็นแพลตฟอร์มที่ ศธ.ได้ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะนำมาบูรณาการ และต่อยอด
โดยจะเน้นการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ และใช้งบประมาณให้คุ้มค่า เช่น เรื่องของธนาคารหน่วยกิต หรือเครดิตแบงก์ ที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถเลือกระหว่างโลกของการทำงานกับการเรียนเดินไปด้วยกันได้ ซึ่งยังมีอีกหลายโครงการในปัจจุบันที่จะสามารถนำมาบูรณาการร่วมกับการจัดทำแพลตฟอร์มได้
“ในทางการเมือง พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียมถือว่ามีความท้าทายพอสมควร ที่จะได้รับมติเห็นชอบจากพรรคการเมืองอื่นๆ เนื่องจากว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการศึกษาไทย และเป็นการหลุดออกจากกรอบการศึกษาแบบเดิมๆ เปลี่ยนค่านิยมในการดูคุณค่าของคนจากวุฒิการศึกษามาดูที่ทักษะความรู้ความสามารถ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดการยอมรับได้ยาก
ทั้งนี้ พรรค ภท.ตั้งเป้าไว้ว่า พ.ร.บ.การศึกษาเท่าเทียม จะเข้าสู่รัฐสภาหลังจากเปิดสมัยประชุม ระหว่างนี้อยู่ในช่วงของการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน รวมถึง จะสอบถามความคิดเห็น จากผู้เรียนซึ่งถือเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของการจัดการศึกษา โดยหลังจากนี้หากมีการขับเคลื่อนไปในทิศทางใดเพิ่มเติม ทางพรรคก็จะแจ้งให้ได้ทรายโดยทั่วกัน” นายสิริพงศ์กล่าว

