หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา นักวิชาการพุท...

นักวิชาการพุทธศาสนาจี้ธรรมกายทบทวน ′หลักคำสอน′ เลิกเน้นอภินิหาร-ร่ำรวย เพื่อกู้วิกฤตศรัทธา

13.03.17 | 12:19 น.

ผศ.ร.ท.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งเอเชีย (สพอ.) กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับวัดพระธรรมกาย มองว่าคนเก่าๆ ที่นับถือศรัทธาวัดธรรมกายอยู่แล้ว ก็คงจะนับถือศรัทธาต่อไป แต่สำหรับคนใหม่ๆ หรือคนทั่วไป จะกู้วิกฤตศรัทธากลับมาได้ วัดพระธรรมกายจะต้อง 1.ทบทวนว่าที่ผ่านมามุ่ง ยึดมั่นและตั้งมั่นกับความเป็นธรรมกายมากไปหรือไม่ แสดงทัศนะของธรรมกายชัดเจนจนทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมหรือไม่ ต้องทบทวนว่าที่พยายามทำให้ทุกคนมาเป็นธรรมกายนั้น ไม่ถูกต้อง ควรเปลี่ยนมาทำให้คนรักและเข้าใจธรรมกายโดยไม่จำเป็นต้องมาเป็นธรรมกาย นอกจากนี้คณะกรรมการสงฆ์ที่บริหารวัดพระธรรมกายต้องทบทวนว่าสิ่งที่ผ่านมาอะไรเป็นปัญหา อะไรไม่เป็นปัญหา สิ่งที่เป็นปัญหาจะแก้ไขอย่างไรต่อไป 2.วัดพระธรรมกาย ต้องทบทวนคำสอนที่เป็นปัญหาที่ทำให้สังคมไม่ยอมรับ อย่าไปมองว่าคนไม่เข้าใจ แต่ต้องมองว่าที่คนไม่เข้าใจเพราะไม่คุ้นเคยกับคำสอนหรือว่าคำสอนนั้นผิดไปจากหลักคำสอนของพุทธศาสนากันแน่ 3.ต้องทบทวนคำสอนเรื่องอภินิหาร เน้นร่ำรวย หรือการให้บริจาคเยอะๆ จริงอยู่ว่าวัดพระธรรมกายมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก แต่จะทำอย่างไรให้พอเหมาะ ซึ่งต้องทบทวนการใช้จ่ายต่างๆ ให้เหมาะสม แม้ว่าวัดพระธรรมกาย จะมีคนร่ำรวยมาบริจาคเงินมากมาย จึงสามารถสร้างอะไรมากมาย แต่สังคมไทยมองว่าฟูฟ่า ใหญ่โตเกินไป ส่วนที่รัฐบาลมอบให้ฝ่ายสงฆ์พิจารณาทางวินัยว่ามีความผิดแค่ไหน จะถึงขั้นปาราชิกหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าถูกต้องแล้ว เมื่อตรวจสอบเป็นอย่างไรแล้ว ก็ค่อยไปพิจารณาทางรูปคดี เมื่อชำระสะสางได้แล้ว ก็เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยกู้วิกฤตศรัทธาต่อวัดพระธรรมกายกลับมาได้ อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่ากว่า 300 คดีนั้น บางคดีก็เกินเหตุซึ่งต้องดูเจตนาด้วย

นายสุระพงษ์ สีหมอก นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับวัดพระธรรมกายเยอะมากจนไม่รู้จะกู้วิกฤตศรัทธากลับมาอย่างไร ตนเองก็ตอบไม่ได้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มิติทางสังคมชัดเจนมากขึ้นใน 2 ประการ คือ 1.คนที่เชื่อมั่นและฝักใฝ่ในพระอาจารย์ของตัวเองก็จะคงเชื่อมั่นอย่างหนักแน่น จะปกป้องและยึดมั่นในตัวพระอาจารย์ของตัวเอง ซึ่งจะยิ่งสร้างความแตกต่างอย่างมากในสังคม และ2.ในความแตกต่างในสังคมดังกล่าว อาจทำให้เกิดความแตกแยกในมุมมอง ประมาณว่าถ้าไม่ใช่พระอาจารย์ของฉัน ฉันก็จะไม่เอา ส่งผลให้แตกเป็นอีกฝ่าย แต่วิกฤตศรัทธาธรรมกายที่เกิดขึ้น จะไม่ส่งผลกระทบกับธรรมกายทั่วโลกเพราะธรรมกายทั่วโลกจะยังคงเชื่อและศรัทธาด้วยว่ามีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ธรรมกายวางรากฐานกันมาตั้งแต่ระดับมัธยม-มหาวิทยาลัย จนเกิดคนที่เชื่อและศรัทธาซึ่งมีทุนทางสังคมสูง อย่างไรก็ตามวิกฤตศรัทธาธรรมกายจะมาพร้อมกับวิกฤตศรัทธาพระพุทธศาสนา เพราะคนไทยทุกวันนี้ไม่ได้ศึกษาแก่นแท้พระพุทธศาสนา มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับธรรมกายในวันนี้ว่าเป็นความไม่ชอบธรรมของพุทธศาสนาแค่นั้น ยึดตึดกับตัวบุคคลหรืออาจารย์ เมื่อมองว่าสิ่งที่บุคคลนั้นทำไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าศรัทธา ก็จะนำมาสู่วิกฤตศรัทธาในพุทธศาสนาในที่สุด โดยที่ไม่ใช่มองว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล ทางแก้หรือเยียวยา ต้องใช้ไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา โดยมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล และไม่ใช่ว่าวัดทั่วประเทศจะเป็นอย่างวัดพระธรรมกาย

ผศ.ดร.ชาญณรงค์ บุญหนุน อาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) ในฐานะนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำตามขั้นตอนกฎหมายเต็มที่แล้ว จากนี้น่าจะมีการเข้าไปตรวจค้นตามเบาะแสต่างๆ ที่ได้รับมา ซึ่งส่วนตัวมองว่า พระธัมมชโย น่าจะหนีออกนอกประเทศนานแล้ว คงไม่อยู่รอให้ถูกดำเนินคดี ดังนั้น สถานการณ์จากนี้ ก็คงต้องตามจับไปเรื่อยๆ ขณะที่ในส่วนของสำนักงานพระพุทธศาสนา (พศ.) หรือมหาเถรสมาคม(มส.) เอง ก็ต้องเริ่มจัดการปัญหาการบริหารจัดการภายในวัดพระธรรมกาย เพราะจะอย่างไรก็ยังมีสถานะเป็นวัด และกำลังประสบปัญหารักษาการเจ้าอาวาส ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยอาจจะใช้วิธีตั้งพระที่ชุมชนรอบวัดพระธรรมกายไว้วางใจ เป็นเจ้าอาวาส หรือให้เจ้าคณะปกครอง พระขั้นสมเด็จองค์ใดองค์หนึ่งเข้ามาดูแล

ผศ.ดร.เสถียร วิพรมหา นายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าสิ่งใดที่วัดพระธรรมกายทำไว้ดีอยู่แล้ว ก็ควรรักษาไว้อาทิ เรื่องการศึกษาพระปริยัติธรรม ทางวัดพระธรรมกายทำได้ดีอยู่แล้ว หรืออย่างวิชาธรรมกาย จริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ดี แต่วิธีการหรือกิจกรรมที่ใช้ในการเผยแพร่วิชาธรรมกาย อาจทำให้สังคมมองว่าผิดแปลกไปจากที่เห็นมา ฉะนั้นวัดพระธรรมกายควรต้องพิจารณาทบทวน ความจริงการจะประยุกต์วิธีการต่างๆ เพื่อดึงประชาชนให้หันมาศรัทธาพระพุทธศาสนา ไม่ผิด เพียงแต่ควรทำให้อยู่ในกรอบพุทธศาสนาเดิมๆ

“วัดพระธรรมกายควรหันกลับมายึดหลักของพระธรรมวินัยซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา และการปกครองสงฆ์ตามรูปแบบพุทธเถรวาทก็เช่นกัน วัดพระธรรมกายก็ต้องปรับการบริหารจัดการวัดให้เกิดความพอดี เพราะที่ผ่านมาอาจถูกมองในเชิงพุทธพาณิชย์ ทั้งนี้ไม่อยากให้สังคมเอาแต่เศร้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับวัดพระธรรมกาย และฝ่ายสงฆ์และรัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ร่วมมือกันปรับปรุงแก้ไขอย่างสร้างสรรค์เพื่อทำให้พุทธศาสนาดำรงอยู่อย่างยั่งยืน แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าจะไปยุบวัดพระธรรมกาย” นายเสถียร กล่าว

Advertisement