‘สกสค.’ตั้งกรรมการทวง2.5พันล้าน เร่งบังคับคดีบิลเลี่ยนฯ คืนแล้วกว่า73ล้าน
นายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค) เปิดเผยว่า ความคืบหน้ากรณี การติดตามทวงเงินกว่า 2,500 ล้านบาท หลังศาลมีคำพิพากษาอดีตผู้บริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคง ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) นำเงิน ไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด โดยมิชอบ นั้น หลังศาลพิพากษา ว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบ โดยมีการตัดสินจำคุกอดีตผู้บริหาร สกสค. 16 ราย และผู้บริหารบริษัท บิลเลี่ยนฯ 3 ราย และสั่งให้ร่วมกันนำเงิน 2,500 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ส่งคืนให้ สกสค. ก็ได้มีการยื่นหนังสือบังคับคดีตามขั้นตอน พร้อมมีการประชุมร่วมกัน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการเรื่องดังกล่าวขึ้นมา 1 ชุด มีผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย เข้าร่วม โดยคณะกรรมการฯชุดดังกล่าว มีการติดตามการบังคับคดีอย่างใกล้ชิด ปี2567 นี้สามารถนำเงินกลับคืนมาได้กว่า 73 ล้านบาท สำหรับเงินที่ตามคืนมาได้นั้น สกสค.ยังไม่ได้นำไปใช้ดำเนินการในเรื่องใด เนื่องจากต้องจัดทำแผนการดำเนินการให้ครอบคลุม ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นสมาชิกทั้งหมดกว่า 1 ล้านคน
“หลังจากเข้ามาบริหารสกสค.ได้กว่า 9 เดือน ได้มีการจัดทำระบบบัญชีส่วนต่าง มีการจัดทำงบประมาณแยก เพื่อความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ ส่งผลให้ปี2567 สกสค. มีรายได้มากกว่า ค่าใช้จ่ายกว่า 200 ล้านบาท โดยมีรายได้กว่า 700 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 500 ล้านบาท ขณะที่ องค์การค้า ของสกสค. มีรายได้มากว่า ค่าใช้จ่าย กว่า 100 ล้านบาท และล่าสุด องค์การค้าฯ ได้ทำการจ่ายหนี้คืนให้กับสกสค.กว่า 55 ล้านบาท จากยอดหนี้ทั้งหมดกว่า 4,200 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่า องค์การค้าฯ จะสามารถบริหารจัดการ เพิ่มรายได้ และมีเงินมาชำระหนี้ให้สกสค. และเจ้าหนี้รายอื่นได้อย่างต่อเนื่อง” เลขาธิการสกสค. กล่าว
นายพีระพันธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ปี2568 วางเป้าหมาย ให้สกสค. เป็นองค์การที่สามารถบริหารจัดการด้วยระบบดิจิทัลได้ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการลดการใช้เอกสาร โดยเฉพาะข้อมูลของสมาชิก ช.พ.ค. และ สมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษากรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ให้สามารถติดตามได้ ทั้งคนรับและคนส่ง มีการสแกนข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง สามารถตรวจสอบได้เพื่อความโปร่งใส ขณะเดียวกัน ยังมีแผนยกระดับพัฒนาศึกษาภัณฑ์ ดิจิทัล เพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค โดยอาจจะมีการเปิดให้สามารถช้อปปิ้งออนไลน์ได้ โดยไม่ต้องเดินทางมาถึงร้านค้า เพื่อให้ส่งเสริมให้นักเรียน และประชาชนทั่วไปหันกลับมาซื้อของจากศึกษาภัณฑ์มากขึ้น โดยตนอยากเห็นศึกษาภัณฑ์เป็นร้านของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสื่อการเรียนการสอนอย่างครบครัน

