ศธ. รับลูก นายกฯ ฟื้น 1อำเภอ 1 ทุน หนุนใช้เงินหวยพัฒนาการศึกษา นักวิชาการ ชี้ ใช้งบสูงผลตอบแทนต่ำ

13.12.24 | 15:12 น.

ศธ. รับลูก นายกฯ ฟื้น 1อำเภอ 1 ทุน หนุนใช้เงินหวยพัฒนาการศึกษา นักวิชาการ ชี้ ใช้งบสูง ผลตอบแทนต่ำ ติงดูข้อดี-ข้อเสีย

กรณีน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศจะฟื้นนโยบาย 1 อำเภอ 1 ทุน โครงการ 1 อำเภอ โดยใช้เงินจากกองสลาก ส่งเด็กเก่งไปเรียน ระดับปริญญาตรีในต่างประเทศ และจัดทำโครงการ 1 อำเภอ 1 ซัมเมอร์แคมป์ ส่งเด็กไปเรียนซัมเมอร์ต่างประเทศ ใน ระยะสั้น 5-8 สัปดาห์ เพื่อเป็นการเปิดโลก ให้เด็กได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่าง และจะนำเงินมาสร้างโรงเรียนต้นแบบ แต่ละอำเภอในการสอนสองภาษา หรือสอนเรื่อง AI เพื่อเตรียมพร้อมให้เด็กไทยเติบโตเข้มแข็ง และมีการศึกษาดี โดยจะเริ่มให้ลงทะเบียนในปี 2568 นั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณนายกฯ ที่ให้ความสำคัญ กับการจัดการศึกษาของประเทศ ในส่วนของศธ. พร้อมดำเนินการตามนโยบาย ซึ่งเบื้องต้น เข้าใจว่า นายกฯ จะมีคณะกรรมการฯ เข้ามาดูแลเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว โดยในส่วนของศธ. น่าจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการคัดกรองเด็กเข้าร่วมโครงการ ซึ่งคงจะต้องดูความเหมาะสม เพื่อให้การดำเนินโครงการดังกล่าว เกิดประโยชน์กับการพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริง

“ส่วนตัวมองว่า การเปิดโอกาสให้เด็กเรียนดี แต่อาจจะขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ เป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะในสาขาที่ขาดแคลน เพื่อนำความรู้กลับมาช่วยพัฒนาประเทศ ในส่วนของศธ. พร้อมให้การสนับสนุน และมีหลายเรื่องที่สอดคล้องกับนโยบายที่ศธ. ดำเนินการอยู่แล้ว อย่างเช่น การสร้างโรงเรียนต้นแบบ ที่สอดคล้องกับ โรงเรียนคุณภาพ เพียงแต่นำเงินกองสลากมาใช้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับงบประมาณ“นายสุรศักดิ์ กล่าว

นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า โดยหลักการนโยบาย1 อำเภอ1 ทุน เป็นเรื่องที่ดื แต่ต้องมาทบทวนข้อดี ข้อเสีย การดำเนินการที่ผ่านมา รวมถึงนำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา เพราะระยะเริ่มแรกนโยบายดังกล่าว ส่งเสริมให้เด็ก เรียนดี แต่ยากจน ไปเรียนในประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้น การดำนินโครงการที่ผ่านมา จะเห็นว่า มีการส่งเด็กไปเรียนทั้งในยุโรป เยอรมัน อิตาลี จีน แม้กระทั่งเวียนนาม ซึ่งช่วงแรก มีการ ใช้เงินกองสลากมาดำเนินการ แต่ช่วงหลังมา เปลี่ยนมาใช้เงินงบประมาณ ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างมากในแต่ละปี

Advertisement

“ข้อดีของโครงการนี้ คือ ให้โอกาสเด็กด้อยโอกาส ได้เปิดโลกมีมุมมองที่เปิดกว้างเป็นสากล นำวิทยาการจากต่างประเทศ มาช่วยพัฒนาประเทศ ให้ก้าวหน้า แต่ก็ยังมีข้อที่ต้องปรับปรุง และเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง คือ การคัดเลือกเด็กเข้าร่วมโครงการนี้กว่า ร้อยละ 5-7% ไม่ใช่เด็กที่ยากจนจริง จุดอ่อนอีกอย่างคือ เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล คนที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ศธ. มักเปลี่ยนหลักการ ไม่เน้นเด็กยากจน ทำให้ไปซ้ำซ้อนกับทุน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และ ประเด็นที่เป็นจุดอ่อนที่สุดคือ การไม่มีแผนรองรับการกลับมาประเทศไทย ทั้งที่รัฐบาล ใช้งบกับโครงการดังกล่าวค่อนข้างมาก แต่เมื่อเด็กกลับมา ไม่มีงานทำ เช่น เด็กคนหนึ่ง ไปเรียนรถไฟฟ้า จากเยอรมัน ไม่มีงานรองรับ ก็ต้องไปอยู่กับเอกชน ทำให้รัฐเสียโอกาส เป็นต้น

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งหมดนี้ ยังไม่รวมถึงการเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง โดยเฉพาะหากยึดตามหลักการเดิมคือ ส่งไปเรียนในประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งจะต้องมีการเตรียมพร้อมทั้งภาษา และวัฒนธรรมที่แตกต่าง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา เช่น เด็กไปแล้ว เรียนไม่ได้ ต้องกลับมาเรียนที่ประเทศไทย เรียนไม่จบ หรือเรียนจบแล้วไม่กลับมาประเทศไทย ดังนั้น หากจะฟื้นโครงการดังกล่าว อยากให้รัฐบาล พิจารณารายละเอียด เพราะโครงการนี้ ถือเป็นการลงทุนที่มหาศาล แต่ได้ผลตอบแทนที่ได้รับค่อนข้างต่ำ ควรต้องมีคณะกรรมการฯดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ และไม่ควรนำเรื่องนี้มาอิงกับการเมือง รวมถึงต้องมีระบบการวางแผน ส่งคนไปเรียน เพื่อพัฒนาประเทศ ใน 5-10 ปี้ข้างหน้า

ที่สำคัญควรปรับรูปแบบการให้ทุน จากเดิมที่เป็นทุนให้เปล่า ควรเพิ่มข้อกำหนดให้กลับมาทำงานเพื่อพัฒนาประเทศด้วย ส่วนโครงการ 1 อำเภอ 1 ซัมเมอน์แคมป์ อาจทำได้แค่สร้างแรงบันดาลใจ ทำให้เห็นโลกมากขึ้น ซึ่งต้องดูให้ดีว่า ส่งไปแล้ว กลับมาจะได้ความรู้อะไร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องทุนอย่างเดียว แต่ต้องกำหนดโจทย์ในการพัฒนาตัวผู้เรียนด้วย เพื่อให้เกิดความคุ้มค่ากับการใช้งบประมาณ