ตัดเกรดผลงาน ‘ศธ.-อว.’ผ่านคาบเส้น ชี้20ปีหมักหมมปัญหา-จี้ปฏิวัติการศึกษา

17.12.24 | 09:00 น.

ตัดเกรดผลงาน ‘ศธ.-อว.’ผ่านคาบเส้น ชี้20ปีหมักหมมปัญหา-จี้ปฏิวัติการศึกษา

นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการทางการศึกษา เปิดเผยว่า ผลงาน ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในปี 2567 ถือว่าสอบผ่าน ให้คะแนนอยู่ที่ 6 เต็ม 10 เนื่องจากเห็นการเปลี่ยนแปลงและมีแนวคิดที่สำคัญหลายเรื่อง ที่สำคัญ คือ ท่าทีการทำงานของผู้บริหารศธ. ที่สามารถแก้สถานการณ์ได้ทันท่วงที ช่วยลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างมาก ถือว่า สามารถใช้การเมืองมาสยบปัญหาทางการศึกษาได้ในระดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังมีเรื่องทีต้องปรับปรุง เช่น การปฏิวัติการศึกษา เรียนดีมีความสุข การลดภาระครูและนักเรียน การแก้ปัญหา เด็กนอกระบบ ตามโยบาย Thailand Zero Dropout เป็นต้น

“ปัญหาการศึกษา มีหลายเรื่องที่หมักหมมมานานกว่า 20 ปีและถูกกดทับไว้ไม่มีการพูดถึงในช่วง ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศ ซึ่งพอหมดช่วงเวลา คสช. จนมาถึงรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสินทร์ และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีการขับเคลื่อน จนมีความหวังมากขึ้น การศึกษาของไทยน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี และมีแนวโน้มที่จะเป็นไปตามนโยบายที่ได้มอบไว้กับรัฐสภาและตามแนวทางของศธ. ดังนั้นสำหรับผม ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของศธ.ในยุคนี้นั้นมีหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น การยกเลิกครูเวร สุขาดีมีความสุข การลดหนี้สินครู ฉะนั้นในปี 2568 คาดว่าจะได้เห็นร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติได้เข้าสู่รัฐสภา ได้เห็นหลักสูตรใหม่ และได้เห็นเรื่องของการนำเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับมาเรียนมากขึ้น ”นายสมพงษ์ กล่าว

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนที่จะต้องปรับปรุงคือเรื่องของการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆให้มีประสิทธิภาพ การตัดสินใจในการทำตามนโยบายบางเรื่องยังรู้สึกเหมือนกับการไม่กล้าทำเต็มที่ เป็นจุดที่ต้องระมัดระวังหากต้องการจะปฏิวัติการศึกษาของไทย ต้องมีความกล้าในการตัดสินใจที่มากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นอาจเสียโอกาส ที่จะได้ดำเนินการเรื่องสำคัญๆ หลาย ๆ เรื่อง

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขอให้คะแนนการทำงานในปี2567อยู่ที่ 5.5 จากคะแนนเต็ม 10 ถือว่าสอบผ่าน โดยรอบปีที่ผ่านมา การทำงานของอว.เต็มไปด้วยความมีสีสัน มีการจัดกิจกรรมมากมาย แต่ไม่ได้ลงลึกถึงปัญหา เพื่อทำให้เกิดคุณภาพชีวิตบุคลากรในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ดีขึ้น เช่น การขึ้นเงินเดือน ที่ถกเถียงกันมานาน ที่ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ทำให้หลายคน รู้สึกว่าอว.ไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้

Advertisement

“ส่วนตัวมองว่า อว.ยังไม่ได้จริงจังมากพอ ในหลายเรื่อง เช่น การนำงานวิจัยไปใช้พัฒนาประเทศ ที่ตอนนี้ การวิจัย เป็นลักษณะ เกิดประโยชน์กับตัวผู้วิจัย แต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศและส่วนรวม ถือเป็นปัญหาที่ใหญ่ ที่ไม่ได้ถูกนำมาพูดคุย ส่งผลให้ทิศทางของมหาวิทยาลัยไม่ตอบโจทย์การพัฒนาของประเทศ รวมไปถึงการจัดสรรงบประมาณ มหาวิทยาลัยรัฐบาลขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ที่มีแตกต่างกัน 20-30 เท่า ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ”นายสมพงษ์ กล่าว