สพฐ.รับลูก บิ๊กอุ้ม ลุยจัด Active Learning ดันเด็กไทยคิดวิเคราะห์ ตั้งเป้ายกการศึกษา-อัพผล PISA

17.12.24 | 06:58 น.

สพฐ.รับลูก ‘บิ๊กอุ้ม’ ลุยจัด Active Learning ดันเด็กไทยคิดวิเคราะห์ ตั้งเป้ายกการศึกษา-อัพผล PISA

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในปี 2567 ทุกโรงเรียนในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้นำการเรียนรู้แบบ Active Learning เข้าไปใช้ ซึ่งได้แบ่งหน่วยงานที่จะเข้ามาช่วยเหลือเพื่อผลักดันการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยในส่วนของการพัฒนาครู เป็นหน้าที่ของ ศูนย์บริหารงานการพัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (ศบศ.) โดยได้พัฒนาครูไปกว่า 2 แสนราย และในส่วนของการพัฒนาโรงเรียน จะเป็นหน้าที่ของสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (สนก.) ซึ่งจะเป็นส่วนของการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพที่ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ

นางเกศทิพย์กล่าวอีกว่า ระบบการเรียนแบบ Active Learning ทำให้ต่อยอดระบบการคิดของนักเรียน โดยต่อยอดออกมาเป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากโรงเรียน ทั้งนี้ ยังมีหน่วยงานอย่างสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) สพฐ.ที่จะดูแลในส่วนของการเรียนรู้ภายนอกห้องเรียน เพื่อนำความรู้มาต่อยอดในการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยเช่นกัน

“ทุกห้องเรียนถือว่ามีการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ซึ่งเป็นเรื่องที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความสำคัญอย่างมาก ขณะนี้การพัฒนาการเรียนรูปแบบนี้ ได้ส่งครูที่มีความเข้าใจในการจัดการเรียนการสอนไปยังทุกโรงเรียน และในโรงเรียนคุณภาพ จะจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Active Learning อยู่แล้ว รวมไปถึงการพัฒนาการเรียนรูปแบบนี้ ได้ร่วมมือกับทุกหน่วยงานการศึกษา ทำให้ภาพรวมที่ออกมามีการบูรณาการอย่างทั่วถึง ส่งผลให้ในห้องเรียนเกิดการคิดวิเคราะห์กันอย่างทั่วถึง” นางเกศทิพย์กล่าว

นางเกศทิพย์กล่าวต่อว่า ผลที่ออกมาถือว่าน่าพึงพอใจอย่างมาก เพราะสิ่งที่สะท้อนออกมาทำให้เห็นว่านักเรียนไม่ได้เน้นการเรียนแบบท่องจำอีกต่อไป แต่จะเน้นย้ำให้เกิดการคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของทุกกลุ่มสาระวิชา อีกทั้ง ยังมีเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดการคิดวิเคราะห์มากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นชุดพัฒนาความฉลาดรู้ เครื่องมือในการสร้างข้อสอบ ซึ่งจะต่อยอดไปถึงเรื่องของโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA จนกลายเป็นการยกระดับการศึกษาทั้งประเทศ

Advertisement

นางเกศทิพย์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ สพฐ.ยังติดตามผลการเรียนรู้แบบ Active Learning จากทุกเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ทุกๆ 2 สัปดาห์ต่อครั้ง โดยติดตามตั้งแต่การนำเครื่องมือไปใช้ ไปจนถึงการสอบวัดความรู้ของเด็กจากการเรียนในรูปแบบ Active Learning ซึ่งการสอบยังสามารถนำไปวัดได้ว่านักเรียน และครู ยังขาดความรู้ในส่วนไหน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ และปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“การติดตามผลการเรียนรู้ จะเรียงลำดับจากครูที่สะท้อนผลในห้องเรียนไปยังผู้อำนวยการโรงเรียน หลังจากนั้นโรงเรียนจะสะท้อนผลที่ได้ไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และสุดท้ายจะนำผลทั้งหมดมาที่ สพฐ.โดย สพฐ.จะมีหน้าที่ในการดูผลคะแนนที่สูงที่สุด และที่ต่ำที่สุด เพื่อหาข้อแตกต่าง และนำไปพัฒนาห้องเรียน” นางเกศทิพย์กล่าว

นางเกศทิพย์กล่าวว่า ทั้งนี้ สพฐ.ยังได้ฝึกอบรมเพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา สามารถออกข้อสอบในรูปแบบ Active Learning ที่เน้นการคิดวิเคราะห์ได้ โดยในรุ่นแรกจะมีทั้งหมด 465 คน จะเป็นผู้อำนวยการ สพท.และผู้อำนวยการโรงเรียน ที่จะมีหน้าที่ในการส่งต่อความรู้ไปยังโรงเรียนของตัวเอง ให้ครูทุกคนสามารถสร้างข้อสอบได้ด้วยเช่นกัน

“ส่วนครูที่บรรจุใหม่ในปี 2568 จะให้ความรู้เพิ่มเติมพื่อให้เข้าถึงการเรียนการสอนแบบ Active Learning แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาครูกลุ่มนี้ได้ จะมาจากสถาบันที่ผลิตครู ซึ่งมีการสอนเรื่องของ Active Learning อยู่แล้ว ทำให้ครูที่ผลิตออกมามีความพร้อมต่อเรื่องนี้อยู่เสมอ” นางเกศทิพย์กล่าว
นางเกศทิพย์กล่าวอีกว่า ส่วนอีกเรื่องที่สำคัญที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า คือจะเก็บผลผลิตของ Active Learning ที่จะไม่ใช่การให้ความรู้ แต่จะพัฒนาไปเป็น professional learning community หรือ plc ที่จะนำความรู้ของแต่ละโรงเรียนมาแบ่งปันกัน ทำให้เกิดนวัตกรรมที่มาจากนักเรียน โดยนวัตกรรมที่ถือเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต คือนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งจะมีขั้นตอนจากการต่อยอดนวัตกรรมเดิมที่ผลิตออกมา

“อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นความท้าทายของ Active Learning คือความต้องการของเด็กแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้น กระบวนการที่ทำให้เกิดการคิดวิเคราะห์ และแบ่งแยกความต้องการของเด็กแต่ละคนให้ได้ เพื่อเติมเต็มความสามารถของเด็ก จะกลายไปเป็นความสามารถเฉพาะบุคคลที่ทำให้เกิดการเติบโตที่แตกต่าง ซึ่งในบางที่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของความถนัดของครูที่จะพัฒนาเด็ก ทำให้เด็กบางคนไม่ได้พัฒนาไปตามความต้องการของตัวเอง

โดยในอนาคตจะมีการนำนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime เข้ามาสอดรับในเรื่องนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กสามารถเข้าถึงการเรียนรู้จากครูผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้เด็กแต่ละคนได้รับการเติมเต็มศักยภาพตามความสนใจ และความต้องการเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง” นางเกศทิพย์กล่าว