นับถอยหลังอีกไม่กี่วัน จะถึงเทศกาล ส่งท้ายปีเก่า 2567 ต้อนรับปีใหม่ 2568 หลายครอบครัว รวมตัวส่งต่อความสุข และหนึ่งใน กิจกรรมสำคัญ คือ เดินสายไหว้พระขอพร เสริมสิริมงคลให้กับชีวิต ซึ่งมีสถานที่น่าสนใจ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด…
หนึ่งในไฮไลต์ที่ไม่ไปไม่ได้ สำหรับปีนี้ คือ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งรัฐบาลไทย-จีน อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากวัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน มาประดิษฐานที่กรุงเทพมหานครเป็นการชั่วคราว เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสการครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ในปี พ.ศ.2568 โดยเปิดให้ประชาชนสักการะระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2567-14 กุมภาพันธ์ 2568 รวมเป็นเวลา 73 วัน ณ ท้องสนามหลวง และจะอัญเชิญกลับสาธารณรัฐประชาชนจีนในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568
ขณะที่ กรมศิลปากร เปิดให้บริการและงดเก็บค่าเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ และโบราณสถานที่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2568 เสริมสิริมงคลต่อด้วยกิจกรรมสำคัญ คือการสักการะ นบพระปฏิมา 9 นครามหามงคล 2568 สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อัญเชิญพระพุทธรูปกอปรด้วยพุทธศิลป์อันงดงาม มีประวัติความเป็นมาจากนครโบราณต่างๆ ของไทย โดยมีพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นพระประธาน พร้อมด้วยพระพุทธรูปอีก 9 องค์ นำมาประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนได้สักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลในวาระแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร วันที่ 25 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2568 เวลา 09.00-16.00 น.
พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ แต่ละองค์มีความหมายสำคัญ ดังนี้ 1.พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสัมฤทธิ์กะไหล่ทอง ประทับขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ทั้งสองวางซ้อนกันบนพระเพลาแสดงปางสมาธิ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ตามตำนานพระพุทธสิหิงค์ได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นสิริยังพระนครหลวงโบราณหลายแห่ง นับแต่สุโขทัย เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา ตราบเท่าถึงกรุงรัตนโกสินทร์
2.พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย ประทับขัดสมาธิราบ พระวรกายเพรียวบาง และชายสังฆาฏิเป็นแถบเล็กยาวพาดพระอังสาเหนือพระนาภี ใกล้เคียงกับพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่งกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย พระพุทธรูปองค์นี้ มีประวัติระบุว่าชาวกะเหรี่ยงขุดได้จึงนำมาถวายครูบาเจ้าศรีวิชัย ครั้งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จประพาสมณฑลพายัพ พ.ศ.2464 ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
3.พระพุทธรูปยืนทรงเครื่องแสดงปางประทานอภัย 2 พระหัตถ์ พระองค์นี้จัดอยู่ในกลุ่มพระพุทธรูปศิลปะลพบุรี ที่สืบเนื่องมาจากพระพุทธรูปในศิลปะเขมรโบราณแบบบายน รูปแบบพระพุทธรูปลักษณะดังกล่าวพบมากในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะที่ เมืองลพบุรีในเวลาต่อมากลุ่มชนชั้นปกครองของเมืองลพบุรีที่ปัจจุบันรู้จักกันในนาม ราชวงศ์อู่ทอง ได้รวมอำนาจเข้ากับราชวงศ์สุพรรณภูมิสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเมื่อ พ.ศ.1893
4.พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย จากพุทธศิลป์แสดงความคาบเกี่ยวกับพระพุทธรูปในช่วงปลายของศิลปะลพบุรี พบมากบริเวณเมืองโบราณก่อนสมัยอยุธยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท จนในอดีตขนานนามพระพุทธรูปกลุ่มนี้ว่า พระเมืองสรรค์ เมื่อภายหลังการสถาปนาอาณาจักรอยุธยา เมืองสรรคบุรีจึงกลายเป็นเมืองสำคัญในฐานะเมืองลูกหลวงและเมืองหน้าด่าน
5.พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย พุทธลักษณะพระพักตร์รูปไข่ มีพระรัศมีเป็นเปลวเพลิง ครองจีวรห่มคลุมเรียบไม่มีริ้วและจีวรแนบพระวรกาย อันเป็นรูปแบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย บริเวณส่วนฐานด้านหลังของพระพุทธรูปมีจารึกอักษรไทยภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ว่า วัดกะพังทอง เมืองโสกโขไทย ดังนั้น สันนิษฐานว่าพระพุทธรูปองค์นี้ถูกเคลื่อนย้ายมาจากวัดตระพังทอง ภายในเมืองเก่าสุโขทัย
6.พระพิมพ์ลีลาในซุ้มเรือนแก้ว (พระกำแพงศอก) พระพิมพ์เนื้อชินรูปพระพุทธเจ้าในอิริยาบถลีลาภายในเรือนแก้ว พระพิมพ์แบบนี้พบมาก ในกรุพระปรางค์วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี จึงสันนิษฐานว่าน่าจะได้จากกรุนี้เช่นกัน และนิยมเรียกกันทั่วไปว่า พระกำแพงศอก ตามขนาดของพระพิมพ์ที่ค่อนข้างใหญ่ จึงไม่สามารถพกติดตัวได้ มักบูชาที่บ้านเรือน โดยมีความเชื่อถือว่าเป็นพระพิมพ์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถป้องกันอัคคีภัยได้
7.พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย พุทธศิลปะของพระพุทธรูปองค์นี้นักวิชาการเรียกว่า ศิลปะแบบอู่ทอง ด้วยเชื่อว่ารูปแบบศิลปะนี้เกิดขึ้นในช่วงของรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง และจำแนกออกเป็น 3 รุ่น สำหรับวัดราชบูรณะสถานที่พบพระพุทธรูปองค์นี้นั้น สร้างขึ้นโดยพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) จากการขุดค้นภายในกรุพระปรางค์ พบพระพุทธรูปศิลปะต่างๆ จำนวนมาก โดยพระพุทธรูปในกลุ่มศิลปะแบบอู่ทองรุ่นที่ 3 พบมากที่สุดจำนวนกว่า 356 องค์
8.พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยสกุลช่างนครศรีธรรมราช เป็นพระพุทธรูปกลุ่มที่ได้รับรูปแบบมาจากพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรสมัยอยุธยาตอนกลาง (พุทธศตวรรษที่ 21-ต้นพุทธศตวรรษที่ 23) ซึ่งมีแรงบันดาลใจและรูปแบบจากพระพุทธสิหิงค์ หรือพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร ศิลปะล้านนา ตามตำนานระบุว่าเมื่อพระพุทธสิหิงค์เชิญมาจากประเทศศรีลังกาเคยพักประดิษฐานที่นครศรีธรรมราชก่อนอัญเชิญไปเมืองสุโขทัย
9.พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย 2 พระหัตถ์ พระพุทธรูปยืนทรงเครื่องน้อย ตามประวัติกล่าวว่า ได้มาจากพื้นที่มณฑลพิษณุโลก ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2435 ประกอบด้วยเมืองพิจิตร เมืองพิชัย เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย และเมืองพิษณุโลก โดยมีเมืองเอกคือเมืองพิษณุโลก สำหรับเมืองพิษณุโลกเดิมมีนามว่า สองแควเรียกตามสภาพภูมิศาสตร์ที่มีลำน้ำสองสายบรรจบกันบริเวณพื้นที่ทิศเหนือนอกตัวเมืองพิษณุโลก คือแม่น้ำน่าน (แควใหญ่) และแม่น้ำแควน้อย
10.พระชัยเมืองนครราชสีมา พระพุทธรูปปางมารวิชัยบนพระวรกายโดยรอบปรากฏมีจารึกพระคาถาอักษรขอม คติการสร้างพระชัยประจำตัวแม่ทัพยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณ เพื่อคุ้มครองป้องกันภัย นอกจากนี้ ยังพบการสร้างพระชัยสำหรับเมืองเพื่อเป็นมิ่งขวัญและสวัสดิมงคล ดังตัวอย่าง พระชัยเมืองนครราชสีมา เมืองหน้าด่านสำคัญที่ป้องกันข้าศึกจากทิศตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ
นอกจากนี้ กิจกรรม อารามอร่าม 11 วัด 1 โบสถ์พราหมณ์ 1 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชิญชวนนักท่องเที่ยวสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพลิดเพลินไปกับความวิจิตรงดงามของวัดยามค่ำคืน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนา สืบสานวิถีพุทธ เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชนรอบวัด ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2567-1 มกราคม 2568 โดยมีวัดสำคัญ เปิดให้ท่องเที่ยวยามค่ำคืน อาทิ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม หรือที่เรียกกันติดปากว่า วัดราชบพิธ พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุต ตั้งอยู่บนถนนเฟื่องนคร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาลของพระองค์ ผู้คนนิยมไปกราบไหว้ พระพุทธอังคีรส พระพุทธรูปปางสมาธิทรงผ้ากลีบ และพระพุทธรูปนาคปรก พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แกะสลักจากหินทราย ศิลปะสมัยลพบุรีเดิม ปัจจุบันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหารตั้งอยู่ใกล้กับพระบรมมหาราชวังและชุมชนท่าเตียน เป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญของไทย เพราะถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างขึ้นเพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้เล่าเรียนพระปริยัติธรรมมีสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย
วัดระฆังโฆสิตาราม พระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรมหาวิหาร วัดโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ริมน้ำเจ้าพระยาย่านวังหลังที่นี่เคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สมเด็จพระราชาคณะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระอุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ลายหน้าบันเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ภายในประดิษฐาน พระประธานยิ้มรับฟ้า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เนื้อทองสัมฤทธิ์ ปางสมาธิ วัดอรุณราชวราราม หรือที่เรียกกันว่าวัดแจ้ง วัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของไทยที่ตั้งเด่นอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ใกล้ๆ พระราชวังเดิม (พระราชวังกรุงธนบุรี) เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ภายในยังเป็นที่ตั้งของพระปรางค์ขนาดใหญ่ ประดับด้วยเครื่องกระเบื้องเคลือบและเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ที่นำเข้ามาจากจีน มีลวดลายงดงามเป็นของเก่าแก่และหายาก
ปิดท้ายด้วยกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี กระทรวงวัฒนธรรม ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานไฟพระฤกษ์ เพื่อจุดเทียนมงคลในพิธีสวดมนต์ข้ามปีในส่วนกลาง ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง วัดอรุณราชวราราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และประทานกล่องไม้ขีดไฟประทับตราสมเด็จพระสังฆราช (ออป.) เพื่อมอบให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ นำไปประกอบพิธีจุดเทียนมงคลในกิจกรรมดังกล่าว โดยกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2568
กิจกรรมดังกล่าวได้จัดขึ้นในจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศอาเซียน 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี หนองคาย นครพนม บึงกาฬ มุกดาหาร ศรีสะเกษ สุรินทร์ เลย ตราด ตาก เชียงราย แม่ฮ่องสอน ยะลา ระนอง สตูล สงขลา และนราธิวาส ซึ่งจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศที่มีวัฒนธรรมร่วมกัน
ถือเป็นกิจกรรมดีๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว รับปี 2568

