‘บิ๊กอุ้ม’ เผยเด็กนอกระบบสังกัด ศธ.กว่า 6 แสนราย ดึงกลับได้แค่แสนคน สพฐ.สั่งทุกเขตฯ สแกนหา-พากลับ ร.ร 100% ปี’68
เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout ของรัฐบาล โดย ศธ.ได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า มีเด็กนอกระบบการศึกษาวัยเรียน (อายุ 3-18 ปี) จำนวนทั้งสิ้น 1,025,514 คน แบ่งเป็น เด็กไทย 767,304 คน และเด็กต่างชาติ 258,210 คน เด็กไทยติดตามได้ 365,231 คน หรือคิดเป็น 47.60% ขณะที่ยังติดตามไม่ได้ 402,073 คน หรือคิดเป็น 52.40% สำหรับเด็กต่างชาติ ติดตามได้ 31,816 คน หรือคิดเป็น 12.32% และยังติดตามไม่ได้ 226,394 คน หรือคิดเป็น 87.68%
“ที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ศธ.ได้ขับเคลื่อนนโยบาย และโครงการต่างๆ เพื่อดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา เช่น โครงการ 1 โรงเรียน 3 ระบบ ประกอบด้วย การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเหมาะสม เน้นกระบวนการ 4 ด้าน ได้แก่ ป้องกัน, แก้ไข, ส่งต่อ และติดตามดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบอีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่าเด็กไทยทุกคนต้องได้รับการศึกษาภาคบังคับ” พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าว
ด้านนายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สนผ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า การติดตามเด็กหลุดจากระบบกลับเข้าเรียน เป็นไปในทิศทางที่ดีโดยในปี 2567 ได้นำตัวเลขเด็กทั้งหมดจากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษา จำนวน 1,025,514 คน และนำมาเทียบกับข้อมูลนักเรียนที่อยู่ในสังกัด ศธ.พบว่า มีประมาณ 616,000 คน ดังนั้น ศธ.จะยึดฐานข้อมูลนี้เป็นหลักในการดำเนินการ โดยในส่วนของ สพฐ.มีนโยบายหลักในการขับเคลื่อน คือพาน้องกลับมาเรียน นําการเรียนไปให้น้อง หรือ OBEC Zero Dropout มีเป้าหมายหลักคือ การเร่งติดตามนักเรียนที่หลุดออกจากระบบกลับเข้าสู่ระบบ ถ้านักเรียนประสงค์อยากจะกลับเข้าสู่ระบบก็เร่งดำเนินการให้กลับเข้ามาทันที แต่ถ้านักเรียนกลุ่มใดประสงค์อยากเรียน แต่ไม่สามารถกลับเข้ามาเรียนในโรงเรียนได้ สพฐ.จะมีหน้าที่จัดการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น เหมาะสมกับวิถีชีวิตของนักเรียนกลุ่มนั้น
“การนำการเรียนเข้าไปหาน้องๆ จะต้องจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับวิถีชีวิต และบูรณาการร่วมกับ การเรียนรู้ในกลุ่มสาระต่างๆ โดยครูในโรงเรียนที่รับผิดชอบจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อคัดเลือกเด็กที่ไม่ประสงค์กลับเข้ามาในโรงเรียนเป็นเด็กกลุ่มเฉพาะ จากการสำรวจของ สนผ.ปัจจัยที่ทำให้เด็กไม่สามารถกลับเข้ามาเรียนได้ส่วนใหญ่ จะเกิดสภาวะเศรษฐกิจของครอบครัวเด็ก และปัจจัยทางสังคมต่างๆ เช่น การตั้งครรภ์ ปัญหายาเสพติด เป็นต้น ทำให้ สนผ.นำปัจจัยเหล่านี้มาออกแบบเป็นนโยบายที่มีความตอบโจทย์ต่อนักเรียนกลุ่มนี้ ควบคู่ไปกับกลุ่มหลัก” นายนิยมกล่าว
นายนิยม กล่าวต่อว่า ขณะนี้ สพฐ.ได้รวบรวมข้อมูลของแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) โดยจะมีชื่อของนักเรียน บ้านเลขที่ ที่จะเชื่อมโยงไปยังพื้นที่บริการของแต่ละโรงเรียน ซึ่ง สพท.จะมีหน้าที่ในการติดต่อพูดคุยกับโรงเรียนในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อติดตามนักเรียนที่หลุดออกจากระบบให้กลับเข้ามาเรียนอีกครั้ง และขณะนี้มีการรายงานเข้ามาโดยตลอด ล่าสุดติดตามเด็กได้กว่า 200,000 คน จากเด็กสังกัด ศธ.ที่หลุดระบบทั้งหมด 616,000 คน และนำกลับเข้าสู่ระบบแล้วเกือบ 100,000 คน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทางสพฐ.ได้ค้นพบอีกอย่างคือ มีเด็กที่ไม่ประสงค์กลับเข้ามาเรียนในโรงเรียนจำนวนมาก เนื่องจากปัญหาทางสังคม ดังนั้น แนวทางการนำการเรียนไปให้น้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้นักเรียนทุกคนได้รับความรู้
“หลายเขตพื้นที่ฯ สามารถดำเนินการติดตามนักเรียนในเขตพื้นที่รับผิดชอบของตัวเองได้ครบ 100% เช่น สำนักเขตพื้นที่ประถมศึกษา (สพป.) สิงห์บุรี สพป.บุรีรัมย์ เขต 2 และ สพป.อุทัยธานี เขต 1 เป็นต้น ซึ่ง สพฐ.ได้รวบรวมข้อมูลเหล่านี้เพื่อนำมาสรุป และแจ้งต่อรัฐมนตรีว่าการ ศธ.รับทราบ และเดินหน้าค้นหาเด็กกลับเข้าเรียนต่อเนื่องในปี 2568” นายนิยมกล่าว
นายนิยมกล่าวอีกว่า สำหรับการนําการเรียนไปให้น้อง จะคอยติดตามการเรียนของเด็กกลุ่มนี้อยู่เสมอ โดยจะมอบหมายให้ครูที่เป็นผู้ออกแบบการเรียนของเด็ก เป็นคนติดตามการเรียนเหมือนกับนักเรียนในโรงเรียนทั่วไป เชื่อมโยงไปยังมิติการศึกษาไร้รอยต่อ หากเด็กคนไหนประสงค์อยากจะเข้าเรียนในสายอื่นที่ตอบโจทย์กับวิถีชิวิตของตัวเอง สพฐ.จะส่งต่อให้ได้เรียน ทั้งสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นต้น นอกจากนี้ สพฐ.ยังรายงานข้อมูลเหล่านี้ไปให้ทาง กสศ.เพื่อสอบถามความเป็นไปได้ในการหาทุนการศึกษาให้เด็กกลุ่มที่มีปัญหาทางสภาวะเศรษฐกิจอีกด้วย
“ในปี 2568 สพฐ.จะเดินหน้าขับเคลื่อนให้ทุกเขตพื้นที่ฯ เร่งติดตามเด็กทุกคนในพื้นที่รับผิดชอบของตัวเองให้ครบ 100% และนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้ยังมีปัญหาในเรื่องของการติดตามเด็กได้ แต่ดึงเด็กกลับเข้าเรียนได้ไม่ถึง 50% ดังนั้น ต้องเร่งดำเนินการตามมิติของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ที่ให้ความสำคัญในการป้องกัน แก้ไข ส่งต่อ และติดตามดูแล เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างยั่งยืน” นายนิยมกล่าว

