วช. จับมือ ร.ร.นรต. พัฒนาระบบสกัดเรียกรับสินบนภาครัฐ

16.01.25 | 14:12 น.

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเวทีสาธารณะและบูรณาการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ ร่วมแก้ปัญหา และสร้างความศรัทธาเชื่อมั่น การบูรณาการสร้างความร่วมมือกับภาคประชาสังคม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีสาธารณะ รวมถึงการนำเสนอผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อขับเคลื่อนเครือข่ายเชิงรุก และสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมในการป้องกันและเฝ้าระวังการทุจริต

โดยผศ.พ.ต.อ.ดร.ธิติ มหาเจริญ  รองคณบดีคณะนิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ กล่าวว่า วช.ได้สนับสนุนทุนส่งเสริมกิจกรรมการบริหารจัดการโครงการวิจัยแก่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ภายใต้แผนงาน “การพัฒนาระบบบริหารภาครัฐรูปแบบดิจิทัลและช่องทางพิเศษแบบเร่งด่วน เพื่อยกระดับค่าคะแนน CPI และแก้ไขปัญหาการรับสินบน” ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2567 ในระยะที่ 1 ผลสำเร็จของการดำเนินกิจกรรมในระยะที่ผ่านมาได้สะท้อนให้เห็นถึงผลการดำเนินงาน ตามกรอบการวิจัยใน 2 มิติ ได้แก่ มิติที่ 1 การกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ เครื่องมือ และกลไกในการยกระดับค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต โดยเฉพาะในกรณีของการพัฒนาระบบช่องทางพิเศษแบบเร่งด่วน เพื่อลดโอกาสความเสี่ยงในการจ่ายเงินใต้โต๊ะ มิติที่ 2 การพัฒนาแพลตฟอร์มการให้บริการแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ ในรูปแบบ Web Based Application

ผศ.พ.ต.อ.ดร.ธิติ กล่าวต่อว่า การดำเนินการปี 2568 จึงเป็นการต่อยอดและขยายผลนำมาสู่การดำเนินแผนงานวิจัย “การขับเคลื่อนและขยายผลระบบบริการภาครัฐรูปแบบดิจิทัลและช่องทางพิเศษแบบเร่งด่วนเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลและแก้ไขปัญหาการรับสินบน”  ทั้งนี GFOS เป็นการวิจัยพัฒนาระบบบริการภาครัฐรูปแบบดิจิทัลและช่องทางพิเศษ แบบเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการรับสินบนและยกระดับคำคะแนน CPI โดยเฉพาะภารกิจด้านการอนุมัติอนุญาตที่จะต้องให้บริการหรือตอบสนองความต้องการของประชาชนผู้รับบริการ งานวิจัยชิ้นนี้ได้พัฒนาระบบให้รัดกุมแก้ปัญหาการทุจริต โดยมีกฎระเบียบและกรอบการทำงานของกระบวนการที่โปร่งใส ชัดเจน โดยขณะนี้ ได้มีการพัฒนาระบบไปแล้ว 90% ส่วนอีก 10% ที่เหลือจะเป็นการทดลองนำไปใช้

Advertisement

“ยืนยันว่าระบบดังกล่าวจะไม่เป็นการเหลื่อมล้ำในการให้บริการสำหรับประชาชนแต่จะเป็นทางเลือกที่จะให้บริการ ที่รวดเร็วมากขึ้น สำหรับกลุ่มเป้าหมาย ที่ต้องการความรวดเร็ว เช่นเดียวกับการทำหนังสือเดินทางที่มี การให้บริการช่องทางพิเศษแบบเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้มีการลงนามและเจรจากับหน่วยงานต่างๆเพื่อนำไปใช้ประโยชน์แล้ว อาทิ องค์การอาหารและยาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง กรุงเทพมหานคร องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการนำระบบดังกล่าวไปใช้ ภาครัฐจะต้องมีการวางแผนที่รัดกุมและชัดเจน ว่าจะเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแบบใด มีกระบวนการใดบ้างและมีกรอบระยะเวลากี่วัน” ผศ. พ.ต.อ. ดร.ธิติ กล่าว