เมื่อวันที่ 18 มกราคม ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินการตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยได้เดินทางไปที่โรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียน 31 คน ครู 3 คน ครูอัตราจ้าง 1 คน และโรงเรียนสันติสุขพิทยาคม มีนักเรียน 382 คน ครู 24 ว่า ได้มาติดตามการดำเนินงานของโรงเรียน เพื่อดูว่าหลังจาก สพฐ. ได้ให้นโยบายและแนวปฏิบัติกับโรงเรียนไปแล้ว ทางโรงเรียนพบปัญหาอะไรในการปฏิบัติงานบ้าง จะได้นำประเด็นปัญหาที่เจอเข้าไปหารือในที่ประชุมกพฐ. เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อไป
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อว่า จากการลงตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ สิ่งที่พบคือ การจัดการเรียนการสอนของเด็กที่มีความบกพร่องในด้านต่าง ๆ ที่จะต้องเรียนรวมกับเด็กปกติในจำนวนเท่าๆ กันหรือมากกว่า เป็นประเด็นหนึ่งที่ สพฐ. จะต้องเร่งให้การดูแลอย่างเหมาะสม เนื่องจากนโยบายเรียนรวมระหว่างเด็กปกติกับเด็กพิเศษเป็นนโยบายที่ สพฐ. ออกแบบมาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เด็กพิเศษได้อยู่ในสังคมร่วมกันกับเด็กปกติ ซึ่งการจัดการเรียนลักษณะดังกล่าวนี้ ต้องมีการศึกษางานวิจัยถึงแนวทางการจัดเรียนรวมระหว่างเด็กปกติและเด็กพิเศษที่จะส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และหารูปแบบการศึกษาพิเศษ หรือพัฒนาครูพี่เลี้ยงเข้ามาช่วยดูแล
“เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาสำคัญที่สพฐ. จะต้องนำไปหารือในที่ประชุม กพฐ. ว่าจะช่วยเด็กกลุ่มนี้อย่างไร รวมถึงจะช่วยพัฒนาให้สถานศึกษาที่มีการเรียนการสอนแบบนี้เป็นไปในทิศทางใดได้บ้าง ทั้งด้านอัตรากำลัง หรือจำนวนศูนย์การศึกษาพิเศษในแต่ละจังหวัด รวมถึงโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เมื่อเทียบกับจำนวนโรงเรียนปกติ เนื่องจากการเรียนการสอนลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ สพฐ.จึงต้องทบทวนแผนว่าจะดูแลเด็กและสถานศึกษาเหล่านี้อย่างไร ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อเสนอทางการศึกษาต่อกระทรวงศึกษาธิการหรือรัฐบาล เพื่อพัฒนาการศึกษาของเด็กทุกกลุ่มได้อย่างยั่งยืนได้ด้วย” เลขาธิการกพฐ. กล่าว
ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมนั้น สพฐ. เองก็พยายามคิดรูปแบบการเรียนการสอนแบบเครือข่าย ให้โรงเรียนแม่สนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็ก รวมถึงพยายามกระจายให้ทุกอำเภอมีโรงเรียนคุณภาพ เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ง่าย และเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ปกครองที่จำเป็นต้องให้บุตรหลานเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กใกล้บ้าน จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเข้ามาดูแลจัดการการศึกษาให้มีความเท่าเทียม ทั่วถึง และมีคุณภาพ และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่เราจะนำไปหารือกันในที่ประชุม กพฐ. โดยหลังจากจบการประชุม กพฐ. แล้ว ประเด็นการแก้ปัญหาใดที่อยู่ในอำนาจ สพฐ. เราจะทำทันที และถ้าต้องอาศัยการประสานจากหลายภาคส่วน สพฐ.จะเสนอแนวทางไปยังกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาล รวมถึงร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

