สพฐ.เดินหน้าขอความเห็น เลื่อนเปิด-ปิดเทอม ถ้าเห็นตรงกัน ประกาศเปิดเทอม 1 พ.ค.68 ทันที

21.01.25 | 13:54 น.

สพฐ. เดินหน้าขอความเห็นเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียน พร้อมดันโครงการครูเลื่อนชั้น กระตุ้นนักเรียนสอบโอเน็ต

เมื่อวันที่ 21 มกราคม ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่าที่ประชุมได้หารือถึงการปรับแก้ไขระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยปีการศึกษาการเปิดและปิดภาคเรียน พ.ศ.2549 ซึ่งจะเลื่อนวันเปิดภาคเรียนที่ 1 จากวันที่ 16 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันที่ 1 พฤษภาคม และเลื่อนวันปิดภาคเรียนที่ 1 จากวันที่ 11 ตุลาคม เป็นวันที่ 30 กันยายน ซึ่งได้มอบหมายสำนักที่เกี่ยวข้องไปจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัด เช่น กทม. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) องค์การบริหารส่วนปกครองท้องถิ่น โรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน (ตชด.) เป็นต้น

“การจัดประชุมในครั้งนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากโรงเรียนสังกัดอื่นๆ ทั่วประเทศว่าจะติดปัญหา หรืออุปสรรคใดหรือไม่ หากจะมีการเลื่อนเปิดและปิดภาคเรียนใหม่ เพราะการเลื่อนเปิดและปิดภาคเรียนใหม่นี้จะส่งผลดีในการการจัดทำแผนบริหารงานงบประมาณ งานบุคคล ของโรงเรียน รวมถึงจะทำให้นักเรียนและครูมีระยะเวลาพักเพิ่มขึ้นด้วย โดยจะต้องได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ ดังนั้น หากทุกฝ่ายเห็นตรงกันก็จะกำหนดประกาศการเลื่อนเปิดและปิดเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 นี้ทันที โดยกำหนดเปิด 16 พฤษภาคม เป็น 1 พฤษภาคมนี้ทันที” ว่าที่ร้อยตรีธนุกล่าว

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มอบหมายสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาไปจัดทำโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยจะเริ่มในช่วงชั้นที่ 1 ก่อน เช่น เมื่อครูผู้สอนป.1 ในกลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ และภาษาไทย จะต้องเลื่อนชั้นตามนักเรียนขึ้นไปด้วยจนถึงชั้น ป.3 เพื่อให้ครูติดตามนักเรียนอย่างต่อเนื่องในเรื่องของพัฒนาการการอ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็น ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าขณะนี้มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียนกว่า 2,000 แห่ง

Advertisement

“ส่วนเรื่องการจัดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) นั้น ผมได้มอบอำนาจให้สำนักทดสอบทางการศึกษาของ สพฐ.ไปจัดทำมาตรการจูงใจให้นักเรียนเข้ามาสอบโอเน็ตมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาพบว่า นักเรียนยื่นสมัครสอบโอเน็ตแล้ว แต่ไม่มาเข้าสอบ ทำให้สูญเสียงบประมาณในการจัดพิมพ์ข้อสอบ ดังนั้น ในปีนี้จึงต้องมีมาตรการรณรงค์ให้นักเรียนมาสอบโอเน็ตมากขึ้น รวมถึงได้ย้ำทุกการสอบในส่วนของ สพฐ. ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบความสามาถพื้นฐานของผู้เรียนระดับชาติ หรือเอ็นที จะต้องดำเนินการจัดทำข้อสอบเชื่อมโยงกับการประเมินผลนักเรียนระดับนานาชาติ หรือปิซ่า ด้วย เพื่อทำให้การสอบปิซ่าในรอบต่อไป คะแนนของนักเรียนไทยจะขยับสูงขึ้น” ว่าที่ร้อยตรีธนุกล่าว