นักวิชาการ ห่วง’ขัดแย้ง’ครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน หวั่นเพิ่มภาระ ลงลึกปัญหาเด็ก3ปี

22.01.25 | 16:40 น.

นักวิชาการ ห่วง’ขัดแย้ง’ครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน หวั่นเพิ่มภาระ ลงลึกปัญหาเด็ก3ปี

นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการทางการศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดทำโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยจะเริ่มในช่วงชั้นที่ 1 ก่อน เช่น เมื่อครูผู้สอนป.1 ในกลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ และภาษาไทย จะต้องเลื่อนชั้นตามนักเรียนขึ้นไปด้วยจนถึงชั้นป.3 เพื่อให้ครูติดตามนักเรียนอย่างต่อเนื่องในเรื่องของพัฒนาการการอ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็น ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง โดยมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน 2,000 กว่าแห่ง นั้น โครงการนี้จะทำให้ครูที่รับผิดชอบ ได้รู้จักนักเรียนมากยิ่งขึ้น สามารถเห็นคุณภาพชีวิต รวมถึงปัญหา ความต้องการของนักเรียนแต่ละคนตลอด3ปีที่ครูได้ทำการสอน ที่สำคัญจะทำให้สามารถออกแบบการสอนที่เหมาะสมกับนะกเรียนแต่ละคนให้สอดคล้องกับแนวทางการเรียนการสอนในอนาคตที่มุ่งเน้นการพัฒนารายบุคคล ส่วนที่ดีของโครงการนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือจะทำให้เวลาที่โรงเรียนมอบหมายให้ครูไปตรวจเยี่ยมบ้านหรือสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียนก็จะทำให้ครูได้รู้จักกับครอบครัวของเด็กมากยิ่งขึ้น

“โครงการนี้นอกจากจะทำให้ครูได้ออกแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนแล้วยังช่วยในเรื่องของการพูดคุยระหว่างผู้ปกครองและสถานศึกษาอีกด้วย เพราะเมื่อครูได้ไปตรวจเยี่ยมบ้านของนักเรียนตลอดระยะเวลา 3 ปีก็จะทราบถึงสภาพปัญหาความเป็นอยู่ เกิดความสนิทสนมกับผู้ปกครอง ทำให้มิติการพูดคุยกับสถานศึกษาเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมไปถึงได้รับรู้ความต้องการของผู้ปกครอง ว่าอยากให้ลูกหลานได้รับการเรียนรู้แบบใด ”นายสมพงษ์ กล่าว

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่สำคัญคือโครงการนี้จะไปสอดคล้องกับเรื่องของการศึกษาไร้รอยต่อ เพราะในปัจจุบันครูจะถูกเปลี่ยนในทุกชั้นปีการศึกษาทำให้การพัฒนาการของเด็กนักเรียนอาจช้าลง เนื่องจากการเปลี่ยนรูปแบบการสอนของครูแต่ละคน แต่ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจริงการพัฒนาของเด็กจะมีความต่อเนื่องเพราะครูจะรู้ว่าเด็กต้องการพัฒนาไปในรูปแบบใด ครูจะต้องสอนตั้งแต่เริ่มอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จนสามารถอ่านออกเขียนได้ไปจนถึงการคิดรูปแบบการสอนที่ต่อเนื่องหลังจากนั้น ฉะนั้นรอยต่อทางการศึกษาจะหายไปเป็นอย่างมากเพราะครูที่สอนรู้ว่าเด็กมีความต้องการอะไร ขณะเดียวกันครูก็จะได้รับทักษะในการแนะแนวเด็กแต่ละคนไปด้วย

“ในส่วนสิ่งที่ผมมีความกังวลคือหากเด็กไปเจอครูที่มีปัญหา เช่น ครูอาจจะมีปัญหาในการทำโทษเด็ก เด็กมีอคติต่อครูที่สอน เป็นต้น จะทำให้ตลอดระยะเวลา 3 ปีเต็มไปด้วยปัญหาด้วยเช่นกัน ฉะนั้นการจะทำเรื่องนี้จะต้องทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายให้ดีเสียก่อน และหาแนวทางในการลดความขัดแย้งระหว่างครูกับนักเรียนให้ได้ ผมอยากให้สพฐ.ในฐานะผู้ที่รับผิดชอบโครงการควรจะทำช่องทางที่ให้เด็กนักเรียนได้สื่อถึงปัญหาหากเกิดความขัดแย้งกับครูผู้สอน และควรจะมีแนวทางแก้ปัญหาที่รองรับเตรียมไว้ด้วย เช่น การเปลี่ยนครูผู้สอน การตรวจสุขภาพจิตครู เป็นต้น”นายสมพงษ์ กล่าว

Advertisement

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ในเชิงหลักการส่วนตัวมองว่าระยะเวลาที่ให้ติดตามไปสอนเด็ก 3 ปีนั้นมีความยาวนานเกินไป ควรจะลดลงมาเป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม และในส่วนของจำนวนครูที่จะมารองรับโครงการนี้ ปัจจุบันถือจำนวนครูทั่วประเทศถือว่ามีความเพียงพออย่างแน่นอน เพราะหากนำจำนวนครูทั้งหมดมาเฉลี่ยจะสามารถแบ่งสอนได้เป็นครู 1 คนต่อเด็ก 20 คน แต่ปัญหาจะอยู่ในส่วนของการบริหารจัดการมากกว่า ที่จะต้องทำให้มีการกระจายครูไปยังทุกพื้นที่ให้ได้ไม่ให้เกิดการกระจุกอยู่ที่เดียวจนพื้นที่อื่นๆขาดแคลน

“เป็นเรื่องดีที่ครูจะได้สอนต่อเนื่องแต่ก็จะไปเป็นการเพิ่มภาระให้กับครูด้วยเช่นกันเพราะต้องลงลึกถึงปัญหาของเด็กแต่ละคน ฉะนั้นควรจะต้องทำการลดภาระให้กับครูอย่างต่อเนื่องและมากยิ่งขึ้น รัฐเองก็ควรจะเข้ามาสนับสนุนในเรื่องของสื่อการเรียนการสอน เทคโนโลยีต่างๆที่จะช่วยเหลือครูให้สอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน”นายสมพงษ์ กล่าว

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า โครงการนี้สามารถพัฒนาไปยังช่วงชั้นอื่นๆต่อไปได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงชั้นที่ 2 คือ ประถมศึกษา 4 – 6 ที่จะมีความสำคัญเป็นอย่างมาก แต่ในช่วงชั้นที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นช่วงมัธยมศึกษาอาจจะไม่ใช่ช่วงชั้นที่เหมาะสมต่อโครงการนี้เนื่องจากเด็กอยู่ในช่วงวัยรุ่นและไม่จำเป็นต้องรับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดเหมือนกับเด็กประถมศึกษา และในช่วงมัธยมศึกษาจะต้องพิจารณา ปัญหาความขัดแย้งระหว่างครูและนักเรียนให้มากขึ้น โดยควรจะมีการทำวิจัยเพื่อดูว่าโครงการลักษณะนี้จะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาอย่างไร