ความคืบหน้ากรณีนายรัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.) ทำหนังสือถึงนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้พิจาณาทบทวนการเสนอรายชื่อเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีจากผู้เกษียณอายุราชการ หลังจากที่มีสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งอยู่ระหว่างการสรรหาอธิการบดี โดยสภามหาวิทยาลัยบางแห่ง มีมติเสนอรายชื่อผู้เกษียณฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)เชียงใหม่ มรภ.อุตรดิตถ์ มรภ.ร้อยเอ็ด มรภ.สงขลา มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.นครสรรค์ และมรภ.บุรีรัมย์ โดยผู้ที่ได้รับการเสนอรายชื่อดังกล่าว มีช่วงอายุระหว่าง 63-69 ปี นำมาสู่นายปัญญา เจริญพจน์ ผู้สมัครอธิการบดี มรภ.บุรีรัมย์ ฟ้องร้องสภามหาวิทยาลัย ต่อศาลปกครองนครราชสีมา โดยเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 ศาลปกครองนครราชสีมาซึ่งเป็นศาลปกครองชั้นต้น ได้มีคำพิพากษาให้ทุเลาการบังคับมติที่ประชุมสภาวาระพิจารณาเลือกอธิการบดี และประกาศเรื่องผลการเลือกอธิการบดี มรภ.บุรีรัมย์ลงวันที่ 30 มกราคม 2560 กรณีสภามหาวิทยาลัยมีมติเสนอนางมาลิณี จุโฑปะมา อธิการบดีมรภ.บุรีรัมย์ ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 19 มีนาคม 2560 ขึ้นโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี โดยศาลให้เหตุผลว่าการแต่งตั้งผู้เกษียณฯ ขัดกับพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น
โดยล่าสุดนพ.ธีระเกียรติ ได้หารือนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้รับคำแนะนำว่าเป็นเพียงการตัดสินของศาลปกครองชั้นต้น ซึ่งถือว่าเรื่องยังไม่สิ้นสุด จึงให้มหาวิทยาลัยดำเนินตามกฎเกณฑ์เก่าไปก่อน จนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งใดออกมา ท่ามกลางกระแสข่าวว่ารัฐบาลมีแนวคิดที่จะใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) ให้สามารถตั้งผู้เกษียณฯ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้ เพื่อให้ผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารงานและมีความรู้ความสามารถ สามารถบริหารมหาวิทยาลัยได้นั้น
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม นายรัฐกรณ์ คิดการ ประธานทปสท. กล่าวว่า เรื่องที่มีผู้เสนอให้ใช้มาตรา 44 ดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยจากการตรวจสอบ พบว่าในการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา มีผู้เสนอในที่ประชุมดังกล่าวขอให้แก้ไขปัญหาโดยการออกมาตรา 44 เพื่อแต่งตั้งอธิการบดีจากผู้เกษียณฯได้ แต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. และนายกรัฐมนตรี ไม่รับ และบอกว่าขอให้ใช้กฎหมายปกติก่อน ถ้าไม่ได้ก็ค่อยมาว่ากัน เพราะไม่อยากใช้มาตรา 44 พร่ำเพรื่อ ซึ่งตนขอชื่นชมนายกฯ ที่บอกว่าไม่อยากใช้มาตรา 44 จะใช้ก็ต่อเมื่อกฎหมายปกติ ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งกรณีนี้ขอชี้แจงว่าสามารถใช้กฎหมายปกติแต่งตั้งอธิการบดีได้ เพียงแต่ปัญหาคือมหาวิทยาลัยไม่แต่งตั้งอธิการบดีให้ถูกต้องตามกฎหมายต่างหาก
นายรัฐกรณ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีมหาวิทยาลัย 2 แบบ คือ 1.มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐหรือออกนอกระบบราชการ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี(มทส.) เป็นต้น มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้สามารถออกข้อบังคับในการบริหารงานบุคคล โดยจะแต่งตั้งคนนอกหรือผู้เกษียณฯ มาเป็นอธิการบดีก็ได้ ถือว่าชอบโดยกฎหมายเพราะมหาวิทยาลัยสามารถออกข้อบังคับได้เอง และ 2.มหาวิทยาลัยในส่วนราชการหรือมหาวิทยาลัยที่ยังไม่ได้ออกนอกระบบราชการ ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ซึ่งต้องบริหารงบประมาณตามระเบียบของทางราชการ และต้องบริหารงานให้เป็นไปตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ที่กำหนดให้ตำแหน่งบริหาร อาทิ อธิการบดี ฯลฯ จะต้องมีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ เท่านั้น ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่ว่าแต่งตั้งไม่ได้ แต่งตั้งได้ เพียงแต่ต้องแต่งตั้งจากข้าราชการหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องออกมาตรา 44 มาแก้ไขปัญหา และส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะใช้มาตรา 44 มาทำสิ่งที่ผิด ให้กลายเป็นถูก
“ฝั่งผู้บริหารมรภ. อ้างว่าตอนนี้ข้าราชการเหลือน้อย หาคนดีคนเก่งมาทำงานไม่ได้ จึงต้องเปิดโอกาสให้คนนอกหรือผู้เกษียณฯ มาดำรงตำแหน่งอธิการบดี แต่จริงๆ แล้วในปี 2541 ที่ครม.มีมติให้จำกัดอัตรากำลังคนภาครัฐนั้น รัฐจำกัดอัตรากำลังข้าราชการก็จริง แต่ก็ให้บรรจุพนักงานมหาวิทยาลัยทดแทน หรือถ้ามีอัตรากำลังใหม่ ก็ให้บรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ฉะนั้นถึงแม้มหาวิทยาลัยจะเหลือข้าราชการน้อย แต่ในมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งก็มีพนักงานมหาวิทยาลัยนับพันคน ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถเลือกพนักงานมหาวิทยาลัยที่มีวุฒิและตำแหน่งทางวิชาการตรงตามที่กฎหมายกำหนด มาแต่งตั้งเป็นอธิการบดีได้ อีกทั้งมาตรา 19 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนที่ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์หรือดอกเตอร์ เมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และจะพ้นจากราชการในสิ้นปีงบประมาณ หากจำเป็นต้องต่อเวลาราชการ จะดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ประเภทผู้บริหารและงานบริหารอื่น ไม่ได้ ดังนั้นหากจำเป็นต้องต่ออายุราชการ 65 ปี ก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้บริหารได้ ฉะนั้นกฎหมาย กำหนดเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าไม่ต้องการให้คนนอกหรือผู้ที่เกษียณฯ มาเป็นอธิการบดีโดยไม่จำเป็น” นายรัฐกรณ์ กล่าว
นายรัฐกรณ์ กล่าวต่อว่า ขอฝากว่าการแต่งตั้งผู้ที่ไม่มีสถานภาพเป็นข้าราชการหรือพนักงานมหาวิทยาลัย มาเป็นอธิการบดี นอกจากจะขัดกฎหมายแล้ว ยังมีปัญหาทางการบริหาร เช่น การสอบวินัย การลา และเรื่องเงินเดือนที่ไม่สามารถเบิกงบประมาณแผ่นดินได้ และผมเชื่อว่านอกจากมรภ.เชียงใหม่ มรภ.มหาสารคาม และมรภ.บุรีรัมย์ที่ฟ้องศาลปกครองไปแล้ว โดยมรภ.เชียงใหม่ฟ้องศาลปกครองเชียงใหม่เมื่อปลายปี 2559 มรภ.มหาสารคามฟ้องศาลปกครองขอนแก่นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2560 ผมเชื่อว่าถ้ายังมีการเสนอรายชื่อผู้เกษียณฯ มาเป็นอธิการบดีอีก ก็จะมีอีกหลายมหาวิทยาลัยที่จะฟ้องศาลปกครองตามมาอีกแน่
ประธานทปสท. กล่าวต่อว่า ส่วนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ แนะนำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ดำเนินการไปตามกฎเกณ์เดิมๆ ก่อนจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาใดออกมานั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วยและมองว่าหมิ่นเหม่ต่อการทำผิดกฎหมาย ถ้าหากไม่มีการชะลอแล้วที่สุดศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้แต่งตั้งจากผู้เกษียณฯ ไม่ได้ ก็จะเกิดความสับสนและวุ่นวายตามมา อีกทั้งตอนนี้ยังมีอีกหลายมหาวิทยาลัยที่มีแนวโน้มจะฟ้องศาลปกครองตามมาอีก ส่วนตัวจึงอยากให้นพ.ธีระเกียรติ ทำหนังสือถึงมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการทั่วประเทศให้ชะลอการรสรรหาอธิการบดีจากผู้เกษียณฯ ไว้ก่อนจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาในกรณีของมรภ.บุรีรัมย์ออกมา ยกเว้นมหาวิทยาลัยส่วนราชการแห่งใด ไม่ได้สรรหาจากผู้เกษียณฯ ก็ให้ดำเนินการไปตามปกติได้
ด้านนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่ทราบกระแสข่าวที่รัฐบาลจะออกมาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และส่วนตัวไม่สามารถให้ความเห็นได้ว่า สมควรหรือไม่ที่จะใช้มาตรา 44 มาแก้ไขเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้อยู่ที่ศาลปกครองแล้ว ฉะนั้นต้องรอศาลปกครองสูงสุดตัดสิน

