โฆษกศธ. ชี้ ‘ทักษิณ’ ใช้เทคนิคการเมืองหาเสียง พูดเรื่องเก่าปรับโครงสร้างศธ. แนะต้องมองการณ์ไกล

27.01.25 | 12:45 น.

โฆษกศธ. ฉะ ‘ทักษิณ’ ใช้เทคนิค การเมืองหาเสียงเลือกตั้ง พูดเรื่องเก่าปรับโครงสร้างศธ. แนะต้องมองการณ์ไกล

เมื่อวันที่ 27 มกราคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแสดงความเป็นห่วงต่อการศึกษาเด็กไทยพร้อมชี้ว่าศธ.ใหญ่เกินไปต้องปรับปรุง ว่า ต้องขอขอบคูรที่มีความห่วงใยต่อศธ. แต่ส่วนตัวมองว่าปัญหาต่างๆที่นายทักษิณ ได้กล่าวมานั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ซึ่งเป็นปัญหาที่มีการพูดคุยกันมาโดยตลอด แต่ในมุมมองส่วนตัวผู้ที่เข้ามาจัดการปัญหาเหล่านั้นได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดคือ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศธ. โดยสามารถไปถามครูที่ไม่ต้องอยู่เวรโรงเรียนเพราะนโยบายการยกเลิกครูเวร รวมไปถึงครูที่ทำเรื่องย้ายโดยไม่ต้องใช้เส้นสายหรือเสียเงินให้กับผู้ไม่หวังดี และครูที่ได้รับการประเมินวิทยฐานะแบบตรงไปตรงมาโดยไม่มีการทุจริต

อ่านข่าวทักษิณ ลั่นคนอายุ 60 รับเงินหมื่น 27 ม.ค.นี้ ห่วงการศึกษาเด็กไทย ติง ศธ. ใหญ่เกินไปต้องปรับปรุง

“แน่นอนว่าปัญหาหลายอย่างก็ยังไม่หมดไปในปัจจุบันโดยต้องยอมรับว่ายังมีเรื่องของงบประมาณที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อย่างในเรื่องของการขาดบุคลากรถ้าเป็นการบริหารในอดีตการแก้ปัญหาโดยการจ้างคนใหม่เข้ามาก็อาจจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะต้องทำควบคู่กันไปด้วยคือการเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรเดิมอีกด้วย ผมเชื่อว่าครูของศธ.ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเพียงแค่ต้องการความรู้ชุดใหม่เพื่อมาพัฒนาตนเอง เทคโนโลยีเองก็มีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาซึ่งศธ.ก็ได้พยายามดำเนินการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้อยู่เสมอ และกำลังเฝ้ารอว่าเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในช่วงปิดภาคเรียน 2568 จะสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้มากน้อยแค่ไหน” นายสิริพงศ์ กล่าว

Advertisement

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่สำคัญคือเรื่องที่นายทักษิณกล่าวว่า ต้องมีการจ้างครูต่างชาติ ซึ่งถ้าเก็บเงินจากพนันออนไลน์ก็จะมีเงินไปจ้างครู ส่วนตัวคิดว่าทั้ง 2 เรื่องไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นเงื่อนไขซึ่งกันและกัน การพัฒนาศักยภาพครูเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำ การทำสิ่งที่ผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมายก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องทำเช่นกัน ซึ่งไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่ว่าถ้าหากไม่สามารถเก็บเงินจากพนันออนไลน์ได้จะไม่สามารถจ้างครูได้ ฉะนั้นไม่ควรที่เอาทั้ง 2 เรื่องมาผูกเข้าด้วยกัน

“ในส่วนประเด็นเรื่องขนาดของศธ.ที่นายทักษิณมองว่ามีความใหญ่เกินไป ปัญหานี้รัฐบาลสมัยก่อนเคยได้ลองแก้ไขมาแล้ว เช่น การแยกกรมพละออกจากศธ. แยกเรื่องวัฒนธรรมออกกลายเป็นกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จนส่งผลให้ทุกวันนี้เรื่องของกีฬากับเด็กนักเรียนแทบจะถูกแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง คือต้องมองการณ์ไกลไปกว่าการตัดแยกออกจากกันและมองว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการทำงานร่วมกันได้ในอนาคตด้วย ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ศธ.เพียงเท่านั้นในปัจจุบันการทำงานข้ามกระทรวงยังมีความยากพอสมควรถึงแม้จะมีพรรคการเมืองเดียวกันเป็นผู้ดูแลก็ตาม ฉะนั้นเรื่องขนาดกระทรวงต้องคิดหาทางที่จะให้เกิดการทำงานร่วมกันมากกว่าการตัดออกจากกัน”นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า การที่นายทักษิณออกมากล่าวแบบนี้ในเวทีหาเสียงเลือกตั้งอาจจะเป็นเพียงเทคนิคในการหาเสียง เพราะรัฐมนตรีว่าการศธ.ก็ไม่ได้ทำอะไรที่ทำให้ศธ.เกิดความเสียหายและผลงานของศธ.เองก็ยังมีออกมาให้เห็นอยู่เสมอ เช่น เรื่องการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ซึ่งบางส่วนก็ยังติดปัญหาในเรื่องของงบประมาณ โดยปัญหาที่นายทักษิณได้กล่าวมาทั้งหมดจะแก้ไขได้ง่ายมากขึ้นเพียงแค่รัฐบาลมอบงบประมาณให้ตามที่ศธ.ยื่นขอไปโดยไม่มีการตัดงบออกเป็นเวลา 3 ปี ส่วนตัวเชื่อว่าจะเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมขึ้นอย่างแน่นอน

“รายจ่ายกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของเงินเดือนบุคลากรทางการศึกษา ทำให้แทบไม่มีเงินไปพัฒนาในด้านอื่นๆ แล้วยังจะแก้ปัญหาด้วยการจ้างคนเพิ่ม ตึกสถานศึกษาที่พังก็จะไม่ได้รับการซ่อม อุปกรณ์การเรียนที่ยังขาดก็ไม่เคยได้รับการซื้อมาทดแทน และถ้าจะมาเทียบว่าโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สู้โรงเรียนเอกชนไม่ได้ ก็ถูกต้องแล้วเพราะต้นทุนต่อเด็กนั้นต่างกันมาก และการแก้ปัญหาไม่สามารถแก้โดยการจ้างครูอย่างเดียวได้เนื่องจากมีปัญหาที่ลงลึกมากกว่านั้น ฉะนั้นแนวทางการแก้ปัญหาแน่นอนว่างบประมาณมีส่วนแต่ไม่ควรที่จะพูดภาพรวมและตีเป็นปัญหาทั้งหมด เพราะส่วนที่ดีก็มีและที่ยังต้องปรับปรุงก็มีเช่นกัน”นายสิริพงศ์ กล่าว