หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา ห่วงเด็กยากจน...

ห่วงเด็กยากจนพิเศษออกกลางคัน ‘สพฐ.’เร่งวางแผนป้องกัน-ลดเหลื่อมล้ำ

10.02.25 | 08:00 น.

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า กรณีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) เปิดรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568 ซึ่งพบว่า ไทยมีประชากรนักเรียนในช่วงวัยเรียนระดับก่อนประถมศึกษาและการศึกษาภาคบังคับ (อายุ 3 – 14 ปี) จำนวน 8.5 ล้านคน ในจำนวนดังกล่าวมีนักเรียนกว่า 3 ล้านคนที่อยู่ในครัวเรือนภายใต้เส้นความยากจนและพบว่าเป็นเด็กยากจนพิเศษระดับอนุบาล – มัธยมศึกษาตอนต้นในครัวเรือนยากจนที่สุด 15% แรกของประเทศ จำนวน 1,348,735 คน โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนนักเรียนยากจนพิเศษมากที่สุด อันดับหนึ่งคือจังหวัดแม่ฮ่องสอน อันดับสองคือจังหวัดนราธิวาส และที่เหลือพบว่าส่วนใหญ่มีการกระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนนักเรียนยากจนพิเศษ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1,133 บาท/คน/เดือน หรือเฉลี่ยวันละ 37 บาท เมื่อเทียบกับปีการศึกษา 2566 ที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่คนละ 1,039 บาท/คน/เดือน หรือเฉลี่ยวันละ 34 บาท นั้น ตัวเลขเด็กลุ่มยากจนพิเศษ เป็นการคัดกรองโดยดูจากรายได้ครอบครัว ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับเด็กที่หลุดจากระบบ และเด็กออกกลางคันหรือ เด็กดร็อปเอาต์ โดยเด็กกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่ยังมาเรียนตามปกติ ซึ่งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะเข้าไปมีส่วนดูแลเรื่องการจัดการเรียนการสอน ขณะที่ในส่วนของกศส. จะดูแลในเรื่องการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข หรือทุนเสมอภาค

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าในการขับเคลื่อนโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” หรือ OBEC Zero Dropout ที่ทุก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ทั้ง 245 เขต ต้องติดตามนักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษา ทั้งเด็กตกหล่นและเด็กที่ออกกลางคัน ให้ครบ 100% ภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ โดยขณะนี้มี 138 เขตพื้นที่ฯ ที่ติดตามเด็กตกหล่นได้ครบแล้ว เหลืออีก 208 เขตพื้นที่ ที่ต้องเร่งติดตามเด็กออกกลางคันให้สำเร็จแล้ว 100% ซึ่งเชื่อว่าการดำเนินการจะเป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนจะกลับมาเรียนเท่าไร นั้น ยังไม่สามารถบอกได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุปัจจัยการหลุดออกจากระบบ ซึ่งหากไม่พร้อมกับเข้าเรียนในระบบ ทั้งจากสาเหตุการเจ็บป่วย หรืออยู่ในสถานพินิจ สพฐ. ก็จะพาการศึกษา เข้าไปหาเด็ก เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

“อย่างไรก็ตาม แม้เด็กกลุ่มยากจนพิเศษ กว่า 1.1 ล้านคนจะไม่ใช่เด็กที่หลุดจากระบบแต่ก็ยอมรับว่า เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสสูงที่จะออกกลางคัน จากปัญหาต่าง ๆ ทั้งสภาพเศรษฐกิจครอบครัว สุขภาพ ฯลฯ ดังนั้น การแก้ปัญหาระยะยาว เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย Thailand Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน ลดจำนวนเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ โดยเฉพาะการศึกษาภาคบังคับชั้นประถมศึกษาปีที่1-มัธยมศึกษาปีที่ 3ลดความเหลื่อมล้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ต้องเข้ามาช่วยกันดูแลเพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป ” เลขาธิการกพฐ. กล่าว