น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนของมหาวิทยาลัย” ในงานการประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิยาลัย (ก.บ.ม.) อว.มุ่งมั่นผลักดันนโยบาย “2 ลด 2 เพิ่ม” เพื่อให้เยาวชนทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียม และได้เข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาตามศักยภาพของแต่ละคน ซึ่งนโยบายดังกล่าวนั้นได้ช่วย “ลดภาระ” ด้านค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถส่งบุตรหลานเข้าสู่ระบบอุดมศึกษาได้โดยไม่มีภาระหนักเกินไปลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้การศึกษาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือมีข้อจำกัดใด ๆ ก็ตาม เพิ่มทักษะเพื่อสร้างโอกาสให้ทุกคนได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต และเพิ่มโอกาสโดยเปิดโอกาสให้บัณฑิตสามารถมีรายได้ มีอาชีพที่มั่นคง และแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
น.ส.ศุภมาส กล่าวต่อว่า อว. ได้มีการทำหลักสูตรในการผลิตและพัฒนากำลังคนโดยใช้แผนที่ทักษะ และมีการจัดทำใบรับรองผลการเรียน ที่ระบุทักษะของผู้เรียน เพิ่มเติมจากใบรับรองผลการเรียนในระบบปกติ ใน 6 มหาวิทยาลัย ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยบูรพา และมหาวิทยาลัยพะเยา มาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยเหล่านี้มีข้อมูลรายบุคคลว่านิสิต นักศึกษา มีทักษะแบบไหน เหมาะกับอาชีพใด หรือต้องการเพิ่มทักษะใด เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพที่ต้องการได้
“อว.จะนำแนวทาง ของประเทศสิงคโปร์ มาปรับใช้เป็นSkills Future Thailand ซึ่งประเทศไทยสามารถทำได้ครอบคลุมมากขึ้น เนื่องจากมีข้อมูลของนิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นข้อมูลสำคัญ ก่อนที่จะไปดูว่าตลาดแรงงานต้องการทักษะแบบใด กระทรวง อว. จึงได้เสนอต่อรัฐบาลในการประชุม ครม. วันที่ 28 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา และ ครม. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้กระทรวง อว. สนับสนุนนิสิต นักศึกษาให้มี Skill Transcript ทุกคน และสามารถนำไป Upskill, Reskill ทักษะที่ต้องการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพที่ต้องการได้ และสามารถที่จะใช้ในการวางแผนในการผลิตบัณฑิตให้ตรงกับความต้องการของประเทศ รวมทั้งสามารถสร้างความมั่นใจในคุณภาพและปริมาณของบัณฑิตให้กับผู้ใช้บัณฑิต ภาคอุตสาหกรรม หรือนักลงทุนจากต่างประเทศ นอกจากนั้น ในอนาคตอาจจะขยายนโยบายนี้ให้ครอบคลุมคนไทยทุกคนต่อไป“ น.ส.ศุภมาส กล่าว

