เมื่อวันที่ 25 มีนาคม นายนพรัตน์ บุญมี นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน กลุ่มประติมากรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กล่าวว่า ส่วนตัวรับผิดชอบงานประติมากรรม 2 ชิ้น คือ ม้า และพญาราชสีห์ โดยม้าซึ่งเป็นสัตว์มงคล วางบริเวณทางขึ้นพระเมรุมาศชั้นที่ 1 ทางทิศตะวันตก จำนวน 1 คู่นั้น ตนได้ปั้นต้นแบบดินเหนียวจำนวน 1 ชิ้นเสร็จตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมแล้ว ได้มีการถอดแม่พิมพ์และหล่อไฟเบอร์กลาสออกมาเป็น 2 ชิ้นอยู่ที่โรงขยายแบบที่สนามหลวงเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองสี คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้ ลักษณะของม้า เป็นม้าป่า เป็นม้ามงคลโดยมีอัณฑะทองแดงข้างเดียว มีความเฉลียวฉลาด ขนตั้งพอง ยกขาหน้าขึ้นข้างหนึ่งเพื่อสื่อถึงความเคารพ
นายนพรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าพญาราชสีห์นั้น ได้ปั้นขึ้นโครงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากนั้นพักไปปั้นม้าและช่วยงานปั้นสิงห์ ใช้เวลาปั้นทั้งหมด 2 เดือนเศษ ขณะนี้งานปั้นต้นแบบดินเหนียวพญาราชสีห์เสร็จสมบูรณ์ 100% แล้ว คณะกรรมการได้ตรวจและให้ความเห็นเรียบร้อยแล้ว มีการส่งมอบไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา

“พญาราชสีห์สมบูรณ์แบบ 100% ส่งมอบงานวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ช่างที่โรงขยายแบบที่สนามหลวง ดำเนินการถอดพิมพ์ซึ่งอาจถอดพิมพ์ยางซิลิโคนหรือพิมพ์ปูนปลาสเตอร์ก็แล้วแต่ผู้ใหญ่ตัดสินใจ จากนั้นจะดำเนินการหล่อด้วยไฟเบอร์กลาส ตามมาด้วยการเพนต์สี โดยงานปั้นทั้งหมดต้องแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน” นายนพรัตน์ กล่าวและว่า พญาราชสีห์มีความพิเศษตรงที่มีอัณฑะข้างเดียวเช่นเดียวกับม้า ซึ่งเชื่อกันว่าใครได้เจอ จะมีความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้มีลิ้นดำซึ่งเชื่อกันว่าสัตว์ใดที่มีลิ้นดำ จะมีอายุยืน พญาราชสีห์มีความสูง 108 เซนติเมตร สีขาวหมอก ตนปั้นต้นแบบดินเหนียวพญาราชสีห์แค่ชิ้นเดียว แต่จะหล่อไฟเบอร์กลาสออกมา 4 ชิ้น โดยพญาราชสีห์จะวางคู่กับคชสีห์ในชั้นที่ 2 พญาราชสีห์อยู่ขวามือ คชสีห์อยู่ซ้ายมือของทางขึ้นบันได โดยงานปั้นพญาราชสีห์ มีนายพิศิษฐ์ ชินภาณุศักดิ์ นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน กลุ่มประติมากรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ช่วยเก็บลวดลายและมีนายวีรยุทธ์ นาคพุทธ อดีตช่างศิลปกรรม 3 สำนักช่างสิบหมู่ จิตอาสา ที่แม้เกษียณอายุราชการไปแล้วแต่มีจิตอาสาเข้ามาช่วย

“รูปปั้นพญาราชสีห์ เปรียบเหมือนเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ซึ่งมีความเชื่อมาแต่โบราณว่าเป็นสิ่งที่แสดงถึงพระราชอำนาจและเกียรติยศอันสูงส่งของพระมหากษัตริย์ เชื่อกันว่าเมื่อกษัตริย์ประทับอยู่ที่ใดก็ต้องมีสิงห์โตหมอบอยู่ข้างพระราชบัลลังก์เสมอ แสดงถึงพระราชอำนาจอันยิ่งใหญ่ไพศาล แนวคิดที่ได้สอดแทรกลงไปในรูปปั้นพญาราชสีห์อยู่ที่ลวดลายและส่วนประกอบ สื่อถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของศิลปะ ได้แก่ ลายนพเก้า หมายถึงแก้ว 9 ประการซึ่งเป็นอัญมณีที่มีคุณค่า หากผู้ใดมีไว้ในครอบครองครบทั้งหมด ถือว่าเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตอย่างสูงสุด ลวดลายที่มีลักษณะเกี่ยวโยงสอดคล้องกันเพื่อบ่งบอกถึงความรู้รักสามัคคีของคนในชาติ โดยพญาราชสีห์อยู่ในท่าย่างบนปุยเมฆเพื่อสื่อให้เห็นว่าเมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปที่ใดก็ตาม จะเกิดโครงการพระราชดำริต่างๆ ขึ้นมา ส่วนปุยเมฆสื่อถึงความร่มเย็นเป็นสุข เมื่อเมฆเคลื่อนไปยังที่ใด ก็เกิดความร่มเงาและความร่มเย็น ท่าย่างก้าวสื่อความหมายอีกด้านหนึ่งก็คือแม้พระองค์จะเสด็จสู่สวรรคาลัยไปแล้ว คนไทยทุกคนจะต้องก้าวไปข้างหน้า และก้าวไปอย่างสง่างาม ก้าวไปตามรอยพระบาทของพระองค์ท่าน ดุจดังพญาราชสีห์เมื่อก้าวไป ณ ที่ใดก็จะทิ้งรอยเท้าไว้ให้สัตว์น้อยใหญ่ได้ยำเกรง ชาติไทยเราต้องก้าวไปข้างหน้าและเป็นผู้นำนานาประเทศไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม และเลข ?๕? ที่ปรากฏบนตัวพญาราชสีห์ เป็นเลขมงคล โดยสื่อถึงวันคล้ายวันพระราชสมภพของในหลวง รัชกาลที่ 9 และยังเป็นวันชาติไทยและวันพ่อแห่งชาติด้วย” นายนพรัตน์ กล่าว

นายวีรยุทธ์ กล่าวว่า เข้ามาช่วยงานปั้นที่สำนักช่างสิบหมู่ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม ตั้งใจจะช่วยต่อไปจนกว่าเขาจะไม่ให้ช่วย ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้เข้ามารื้อฟื้นความรู้ความสามารถเดิมเพื่อถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ในวาระสุดท้ายของพระองค์ท่าน ทั้งนี้ตอนที่ยังราชการอยู่ที่สำนักช่างสิบหมู่ก่อนจะโอนไปเป็นอาจารย์โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยนั้น ตนเคยทำงานปั้นในงานออกพระเมรุของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และเมื่อโอนไปเป็นอาจารย์โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก็ถูกยืมตัวมาช่วยงานปั้นในงานออกพระเมรุของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า และครั้งนี้ในงานพระเมรุมาศในหลวง รัชกาลที่ 9 ตนอาสาสมัครเข้ามาช่วยงานด้วยตัวเองเพราะต้องการทำงานถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9


