นิทานสุภาษิตจีนที่“เรียนไทยได้จีน” จะนำเสนอในฉบับนี้คือ 不食周粟 bù shí zhōu sù (ปู้ ฉือ โจว ซู่) โดย คำว่า 不 bù (ปู้) แปลว่า ไม่
食 shí (ฉือ) แปลว่า กิน
周 zhōu (โจว) แปลว่า (ในที่นี้หมายถึง) ราชวงศ์โจว
粟 sù (ซู่) แปลว่า ข้าวฟ่าง
เมื่อรวมกันแล้วหมายถึง ไม่กินข้าวของราชวงศ์โจว เป็นความหมายแฝงที่สามารถสื่อความได้หลากหลาย เช่น ไม่ยอมกินหรือไม่ยอมรับของคนชั่ว ไม่รับสิ่งของจากคนอื่น การไม่พึ่งพาหรือรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น การยืนหยัดอยู่ด้วยตนเอง คำนี้ใช้ยกย่องคนที่มีคุณธรรมสูงส่ง เป็นคนดีที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับความเลว หรือไม่รับสินบนใด ๆ ไม่ร่วมสังฆกรรมกับคนชั่ว ยอมตายดีกว่ายอมก้มหัวให้คนเลวประมาณนั้น มาดูตัวอย่างนิทานสุภาษิตคำนี้กัน
ในช่วงปลายยุคแห่งราชวงศ์ซาง 商朝 Shāng cháo (ฌางเฉา) กษัตริย์โจ้วทรงปกครองด้วยความกดขี่และโหดเหี้ยมทารุณ สร้างความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า บ้านเมืองวุ่นวาย หลายรัฐเริ่มแข็งข้อ เริ่มต่อต้านอำนาจศูนย์กลาง แต่ใช่ว่ายุคนี้คนดีจะสิ้นไปเสียทีเดียว อย่างเช่นรัฐหนึ่งชื่อว่ารัฐกูจู๋ 孤竹国/孤竹國 Gū zhú guó (กู จู๋ กั๋ว) เจ้าผู้ครองรัฐกูจู๋มีลูกชายสองคน คนโตนามว่าปั๋วอี๋伯夷 Bó yí คนรองนามว่าซูฉี 叔齐/叔齊 Shū qí ทั้งสองเป็นลูกที่ดีเชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดา ทว่าผู้เป็นบิดากลับชอบลูกชายคนรองมากกว่า จึงแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าเมืองต่อไป เมื่อบิดาสิ้นแล้ว ซูฉี ลูกชายคนรองก็ต้องขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองแทนบิดาตามคำสั่ง แต่ซูฉีกลับเห็นว่าตัวเองเป็นน้อง ไม่ควรข้ามหัวพี่ชาย จึงยกตำแหน่งเจ้าเมืองให้กับปั๋วอี๋พี่ชาย พี่ชายปฏิเสธไม่ยอมรับตำแหน่งเจ้าเมือง พร้อมกล่าวว่า บิดาได้มอบตำแหน่งนี้ให้กับเจ้า ข้าจะเอามาได้อย่างไรกัน ทั้งสองต่างถกเถียงกันไม่อาจหาข้อยุติได้ในวันนั้น ตกดึก ปั๋วอี๋ผู้เป็นพี่คิดว่า ถ้าตัวเองอยู่ต่อไป คงจะสร้างความลำบากใจในการปกครองบ้านเมืองให้แก่น้องชายเป็นแน่ มีทางเดียวที่จะให้น้องชายปกครองบ้านเมืองอย่างสบายใจ นั่นก็คือตัวเองต้องจากเมืองนี้ไปให้ไกลเสีย เมื่อคิดได้เช่นนั้น ปั๋วอี๋จึงเก็บข้าวของและหลบหนีออกจากรัฐกูจู๋ไปทันที เช้าวันรุ่งขึ้น ซูฉีรู้ว่าพี่ชายได้หลบหนีออกจากเมืองนี้ไปแล้ว จึงรู้สึกเสียใจและเป็นห่วงยิ่งนัก จึงรีบออกตามหาพี่ชายทันที
เมื่อทั้งสองพบเจอกันอีกครั้ง จึงหัวเราะกันยกใหญ่และตกลงปลงใจที่จะไม่ย้อนกลับไปเมืองเดิมของตนเองอีก แล้วทั้งคู่ก็มุ่งหน้าสู่รัฐโจว周国/周國 Zhōu ɡuó (โจวกั๋ว) ที่มีเจ้าผู้ครองนครนามว่าโจวเหวินหวาง 周文王/周文王 Zhōu Wén wánɡ เป็นที่เลื่องลือว่าท่านเป็นคนดี มีคุณธรรม รักษาจารีตธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด มีความรักในไพร่ฟ้าประชาชนยิ่ง เมื่อพี่น้องทั้งสองไปถึงรัฐโจว และลงหลักปักฐานขึ้นใหม่ที่รัฐโจว กาลต่อมาโจวเหวินหวางได้เสียชีวิตลง ลูกชายโจวเหวินหวางนามว่า โจวอู่หวาง 周武王Zhōu Wǔ wánɡ ขึ้นสืบทอดแทน ด้วยภารกิจการโค่นล้มราชวงศ์ฌางนั้นไม่อาจหยุดพักได้ โจวอู่หวางจึงไม่มีเวลาจัดการพิธีงานศพให้กับผู้พ่อได้ เพราะต้องรีบยกทัพไปเพื่อปราบปรามราชวงศ์ฌางให้เร็วที่สุด เมื่อกองทัพเดินทางออกมานอกเมืองก็พบกับปั๋วอี๋และซูฉีสองพี่น้องจากรัฐกูจู๋ขวางทางทัพไว้ พร้อมกับตะโกนพูดว่า ท่านเจ้าเมืองอู่หวาง จะรีบยกทัพไปไย งานศพท่านเจ้าเมืองคนเก่ายังไม่ได้จัดการเช่นนี้แล้วท่านจะยังนับได้ว่าเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีได้อยู่อีกหรือ ท่านเป็นข้าราชสำนักแห่งราชวงศ์ฌาง แต่กลับยกทัพไปเพื่อโค่นล้มเจ้านายตัวเองเช่นนี้แล้วท่านจะยังถือว่าเป็นผู้มีคุณธรรม รักษากฎระเบียบได้อีกหรือ คำพูดของสองพี่น้องสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าแม่ทัพนายกองยิ่งนัก แต่ราชครูของโจวอู่หวางสั่งห้ามทำร้ายสองพี่น้องนี้อย่างเด็ดขาด เพราะเห็นว่าทั้งคู่เป็นสัญลักษณ์แห่งความมีคุณธรรมยิ่ง จึงไม่ควรถูกทำร้าย และภายหลังต่อมา เมื่อกองทัพแห่งรัฐโจวสามารถโค่นล้มราชวงศ์ฌางเจ้านายของตน และก่อตั้งราชวงศ์โจวได้สำเร็จ ปั๋วอี๋และซูฉีต่างก็รู้สึกไม่ดีต่อราชวงศ์โจวยิ่งนัก จึงปฏิเสธการดำรงอยู่ของราชวงศ์โจว และไม่ยอมร่วมสังฆกรรมใดกับราชวงศ์โจว ทั้งสองจึงปลีกวิเวกเข้าป่าไป ทั้งสองไม่ยอมแม้แต่จะกินข้าวผักธัญญาหารทั้งหลายที่ผลิตจากราชวงศ์ โดยทั้งสองใช้ชีวิตด้วยการเก็บพืชผักผลไม้ป่าประทังชีวิต
จนวันหนึ่งมียายแก่คนหนึ่งมาเจอทั้งสองเข้า จึงพูดขึ้นว่า ท่านทั้งสองแม้นว่าจะไม่กินข้าวของรัฐโจว แต่พืชผักผลไม้ป่าทั้งหลายที่เติบโตขึ้นภายใต้แผ่นดินอาณาจักรโจว เช่นนี้แล้วท่านทั้งสองจะปฏิเสธการมีอยู่ของราชวงศ์โจวได้หรือ สองพี่น้องเมื่อได้ฟังแล้วก็อึ้ง พร้อมกับตัดสินใจเด็ดขาดว่า จะไม่กินผักและผลไม้ป่าเหล่านี้อีก จนทั้งสองหิวจนใกล้สิ้นใจ พวกเขาก็ได้เขียนกลอนขึ้นมาบทหนึ่ง พร้อมขับร้องก่อนตาย มีความหมายในเชิงว่า เข้าป่าปลีกวิเวก หาผักผลไม้กินประทัง บ้านเมืองนั้นคนชั่วเก่าเปลี่ยนไปคนชั่วใหม่มาแทน อะไรคือความถูกต้อง ที่ไหนหละที่พวกข้าจะพึ่งพาได้ ต่อมาผู้คนจึงเอาวิถีชีวิตของสองพี่น้องที่ยอมตายโดยไม่ยอมกินข้าว ของรัฐโจวมาเป็นการเปรียบเปรยถึงคนดีที่ไม่ยอมเปลี่ยนใจไปตามข้อเสนอใด ๆ จากฝ่ายอธรรม และต่อมาก็มีความหมายขยายออกไปได้อีกมากมายดังที่อธิบายไว้ข้างบน
ที่มาภาพ : https://image.baidu.com/search/detail
ข้อคิดจากประโยคสุภาษิตนี้
成语比喻:坚决反对某种行动或主张。
成語比喻:堅決反對某種行動或主張。
Chénɡyǔ bǐyù:Jiānjué fǎnduì mǒu zhǒnɡ xínɡdòng huò zhǔzhānɡ.
เฉิงยหวี่ ปี่ยวี่: เจียนเจว๋ ฝ่านตุ้ย โหมว โจ่ง สิงโต้ง ฮั่ว จู่จาง
สุภาษิตเปรียบว่า คัดค้านการกระทำหรือข้อเสนอบางอย่างอย่างหนักแน่นมั่นคง
ประโยคตัวอย่างที่ใช้สำนวนสุภาษิตนี้ เช่น
我对名利权利的虚妄不感兴趣,所以选择了不食周粟的生活。
我對名利權利的虛妄不感興趣,所以選擇了不食周粟的生活。
Wǒ duì mínɡlì quánlì de xūwànɡ bù ɡǎn xìnɡqù, suǒyǐ xuǎn zé le bù shí zhōu sù de shēnɡhuó.
หวั่ว ตุ้ย หมิงลี่ เฉวียนลี่ เตอะ ซวีว่าง ปู้ ก่าน ซิ่งชวี่, สัวอี่ เซวี่ยน เจ๋อ เลอะ ปู้ ฉือ โจว ซุ่ เตอะ เฌิงหัว
ผมไม่สนใจในเรื่องลาภยศสรรเสริญ จึงได้เลือกใช้ชีวิตที่ไม่ต้องพึ่งพาใคร
