ใครที่ชื่นชอบวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์อย่าง “สามก๊ก” ซึ่งเป็น 1 ใน 4 สุดยอดวรรณกรรมจีน หรือใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เหล่าตัวละครในวรรณกรรมสามก๊ก ไม่ว่าจะเป็น “ขงเบ้ง”, “เล่าปี่”, “โจโฉ” ฯลฯ ต้องไม่พลาดการไปเยือน “อู่โหวฉือ” หรือ “ศาลขงเบ้ง” สักครั้งในชีวิต
งานนี้ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และ อาศรมสยาม-จีนวิทยา สมาคมปัญญาภิวัฒน์ นำโดย นายบัญญัติ คำนูณวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์, อาจารย์ประสิทธิ์ ฉกาจธรรม ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส อาศรมสยามฯ และ รศ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยากรกิตติมศักดิ์ ได้นำคณะสื่อมวลชนไปเยือนศาลขงเบ้ง ศาลเล่าปี่ และสุสานเล่าปี่ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน
‘เฉิงตู’ ถิ่นกำเนิด ‘สามก๊ก’
“เฉิงตู” ถือเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของจีน รองจากปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว อยู่ระหว่างก่อสร้างสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ และหากสร้างเสร็จเมื่อไหร่ เฉิงตูจะกลายเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 แซงกว่างโจวขึ้นไปทันที
แต่ที่ทำให้เฉิงตูกลายเป็นเมืองที่น่าสนใจ นอกจากจะเป็นดินแดนต้นกำเนิดวรรณกรรมจีนที่เลื่องชื่อไปทั่วโลกอย่างสามก๊กแล้ว เฉิงตูยังมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานถึง 2,200 ปี และเป็นเพียงเมืองเดียวในจีนที่ยังไม่เคยเปลี่ยนชื่อเมืองเลย
เรื่องราวของ “สามก๊ก” ถือกำเนิดขึ้นที่เมืองเฉิงตูเมื่อประมาณ 1,700 กว่าปีก่อน เริ่มจากยุคโจรโพกผ้าเหลืองที่ออกอาละวาด จนเป็นเหตุให้เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย ได้สาบานตนเป็นพี่น้องและร่วมกันปราบกบฏโจรโพกผ้าเหลือง รวมถึงเกิดการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างก๊กต่างๆ ในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น ระหว่างวุยก๊ก (ก๊กเว่ย) จ๊กก๊ก (ก๊กสู่) และง่อก๊ก (ก๊กหวู) จนมาถึงการสถาปนาราชวงศ์จิ้น รวมระยะเวลาในช่วงนี้ประมาณ 60 ปี
“อู่โหวฉือ” หรือศาลขงเบ้ง ตั้งบนเนื้อที่ 139,860 ตารางเมตร ในเฉิงตู ได้รับสมญานามว่า “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สามก๊ก” ภายในมีรูปปั้นวีรบุรุษจ๊กก๊กมากกว่า 50 รูป เช่น เล่าปี่, ขงเบ้ง เป็นต้น เป็นฝีมือของประติมากรในสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งรูปปั้นเหล่านี้ถือเป็นเทพในสายตาของชาวจีน ที่นำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล ความสุข สติปัญญา และโชคลาภ
นอกจากรูปปั้นเหล่าวีรบุรุษแล้ว ยังมีศิลาจารึกมากกว่า 50 ชิ้น รวมถึงป้ายโคลงกลอนต่างๆ มากกว่า 70 ชิ้น
ปัจจุบันอู่โหวฉือแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนโบราณวัตถุ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สามก๊ก ส่วนอุทยานเกี่ยวกับวัฒนธรรมสามก๊ก และถนนโบราณจิ๋นหลี่ ซึ่งภายในอู่โหวฉือยังมีสถานที่สำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ ศาลขงเบ้ง, ศาลเล่าปี่ และสุสานเล่าปี่
ศาลขงเบ้ง สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงขงเบ้ง อัครมหาเสนาบดีแห่งจ๊กก๊ก ซึ่งล้มป่วย และเสียชีวิตที่สมรภูมิอู่จั้งหยวน เมื่อปี ค.ศ.234 เมื่อครั้งยังมีชีวิต ขงเบ้งได้รับการแต่งตั้งเป็น “อู่เชียงโหว” ซึ่งเทียบเท่าบรรดาศักดิ์ “พระยา” ของไทย หลังขงเบ้งเสียชีวิตก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น “จงอู่โหว” ดังนั้น ศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงขงเบ้งจึงเรียกว่าอู่โหวฉือ ภายในมีรูปปั้นขงเบ้ง ด้านหน้ามีกลองสำริดที่สร้างเมื่อครั้งขงเบ้งยกทัพไปปราบดินแดนทางตอนใต้ คนทั่วไปจึงเรียกกลองใบนี้ว่า “กลองขงเบ้ง”

สุสานขงเบ้ง ไม่ได้อยู่ในศาลขงเบ้ง
ใครๆ หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วสุสานขงเบ้งอยู่ตรงส่วนไหน??
ก็ต้องบอกกล่าวกันว่า สุสานขงเบ้งไม่ได้ตั้งอยู่ภายในอู่โหวฉือ เพราะขงเบ้งสั่งเสียไว้ก่อนเสียชีวิตว่าให้นำศพไปฝังบริเวณเชิงเขา “เตงกุนสัน”
ทางเข้ามณฑลเสฉวน เปรียบเสมือนเฝ้าอารักขาประชาชนและเมืองเสฉวนให้ปลอดภัยจากวุยก๊ก
ส่วนสุสานเล่าปี่ และศาลเล่าปี่ ตามที่มีจารึกไว้ในจดหมายเหตุสามก๊ก ระบุว่าสร้างขึ้นก่อนศาลเจ้าขงเบ้ง หลังเล่าปี่ล้มเหลวจากการตีง่อก๊ก จึงได้ถอยทัพ และล้มป่วยจนเสียชีวิตที่เมืองไป๋ตี้ เมื่อปี ค.ศ.223 จึงได้เคลื่อนศพกลับมาฝังที่เมืองเฉิงตู โดยสุสานเล่าปี่เป็นที่ฝังศพของเล่าปี่และภรรยาทั้ง 2 คน ด้านหน้ามีป้ายหินสลักไว้ว่า “สุสานจักรพรรดิฮั่นเจ้าเลี่ย” ซึ่งสุสานเล่าปี่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของศาลเจ้าขงเบ้ง
สำหรับศาลเล่าปี่ สร้างขึ้นตามความเชื่อของชาวฮั่นที่ว่า “เมื่อมีสุสานต้องมีศาล” ภายในศาลมีรูปปั้นเล่าปี่ปิดทองสูงถึง 3 เมตร ด้านซ้ายเป็นรูปปั้นของ “เล่าขำ” หลานของเล่าปี่ และเป็นอ๋องแห่งเมืองเป่ยตี้ ส่วนรูปปั้น “เล่าเสี้ยน” ลูกชายของเล่าปี่ ซึ่งเดิมอยู่ด้านข้างรูปปั้นเล่าปี่ ถูกขุนนางสมัยจักรพรรดิซ่งเจินจงเอาออกจากศาลไป
นอกจากนี้ ในศาลเล่าปี่ยังมีรูปปั้นบุคคลสำคัญอย่างกวนอู และเตียวหุย ทหารเสือแห่งจ๊กก๊ก และพี่น้องร่วมสาบานของเล่าปี่ “จิวฉอง” คนสนิทของกวนอู
ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมชมศาลขงเบ้งแห่งนี้นับล้านคนต่อปี





‘ต้าจู๋’ สุดยอดผาหินแกะสลัก
“ต้าจู๋สือเค่อ” หรือ “ผาหินแกะสลักต้าจู๋” มรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งของจีนที่คณะมีโอกาสได้ไปเยือน ตั้งอยู่ที่เมืองต้าจู๋ ในมหานครฉงชิ่ง เมืองใหญ่อันดับ 8 ของจีน ซึ่งมีประชากรมากถึง 30 ล้านคน โดยนั่งรถไฟความเร็วสูง ที่วิ่งด้วยความเร็ว 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อย้อนเวลากลับไปในช่วงปลายราชวงศ์ถัง โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น ถือเป็นการเดินทางที่สะดวกและรวดเร็วมาก
ที่ตั้งชื่อว่าต้าจู๋ หรือเมืองเท้าใหญ่ ว่ากันว่าถ้ามองจากจุดที่มีการแกะสลักลงไป จะเหมือนเป็นรอยเท้าขนาดใหญ่ ซึ่งชาวจีนเชื่อกันว่าเป็นรอยเท้าของพระพุทธเจ้าที่ประทับลงมา
ถึงชื่อจะมีความหมายว่าเท้าใหญ่ แต่ต้าจู๋เป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่อยู่ท่ามกลางภูเขา 5 ลูก คือ เป่ยซาน เป๋าติ่งซาน หนานซาน สือจ้วนซาน และสือเหมินซาน
ถ้าพูดถึงงานศิลปกรรมแกะสลักที่มีชื่อเสียงของจีน ขณะนี้มี 4 แห่งที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก โดยผาหินแกะสลักต้าจู๋ เป็น 1 ใน 4 ผลงานชิ้นโบแดง และเป็นงานศิลปกรรมแกะสลักที่เล็กที่สุด แต่กลับสมบูรณ์มากที่สุด เพราะไม่โดนทำลายในช่วงเกิดการ “ปฏิวัติชาวนา” เหมือนอีก 3 แห่ง ด้วยความที่อยู่ในป่าลึก จึงทำให้กองทัพเข้าไปไม่ถึง ซึ่งปัจจุบันดูแลโดยเอกชน

ผาหินแกะสลักต้าจู๋ เริ่มแกะสลักตั้งแต่ปลายราชวงศ์ถัง ถึงราชวงศ์ซ่ง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9-13 ถือเป็นงานแกะสลักหน้าผาหินขนาดใหญ่ที่มีความงดงาม และประณีต มีคุณค่าทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวิทยาศาสตร์ งานส่วนใหญ่เป็นประติมากรรมนูนสูง และเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ลัทธิขงจื๊อ และลัทธิเต๋า รวมถึงชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่บนผาแคบๆ แห่งนี้
ไฮไลต์ของงานแกะสลักต้าจู๋ คือโค้งพระพุทธรูปใหญ่ ถ้ำศาสนา และรูปแกะสลักพระโพธิสัตว์กวนอิมพันมือ โดยเฉพาะรูปแกะสลักพระโพธิสัตว์กวนอิมพันมือ เป็นการแกะสลักภูเขาหินล้วนๆ ซึ่งมือทั้งหนึ่งพันมือที่ไม่เหมือนกัน และแต่ละมือจะมีดวงตาหนึ่งดวง เพิ่งได้รับการบูรณะเสร็จหลังเกิดแผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวนเมื่อปี ค.ศ.2008 และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้เมื่อปีที่แล้ว
ที่น่าเสียดายคือ โค้งพระพุทธรูปใหญ่ที่ถูกปิดชั่วคราวเพราะอยู่ระหว่างบูรณะ และยังไม่มีกำหนดเวลาที่จะเปิดให้เข้าชม จุดนี้ถือเป็นศูนย์กลางของผาหินแกะสลักต้าจู๋

สีสันมรดกโลก
จุดเด่นอีกอย่างของผาหินแห่งนี้คือการใช้สีระบายตามรูปแกะสลัก ซึ่ง ศ.วรศักดิ์อธิบายว่า สิ่งที่เป็นจุดร่วมคือ ผาหินแกะสลักแห่งนี้เริ่มสร้างสมัยราชวงศ์ถัง ส่วนรูปแกะสลักพระโพธิสัตว์กวนอิมพันมือสร้างสมัยราชวงศ์ซ่ง สีที่ราชวงศ์ถังใช้จะมีเอกลักษณ์ของตัวเอง คือ สีเขียว สีน้ำเงิน ส่วนสีแดงมีเล็กน้อย สีจะมีความสวยงาม แต่ที่น่าทึ่งคือความคงทนของสี ส่วนยุคราชวงศ์ซ่ง สีจะจืดแต่ก็สวยงามอีกแบบ สีที่สวยงามเหล่านี้เกิดจากวัตถุดิบธรรมชาติผสมผสานกับยางไม้ จะงดงามและคงทน แต่ช่างบางคนต้องการให้สีคงทนนานขึ้นไปก็จะนำมาผสมกับปูน แต่ข้อเสียคือ เวลาสีแห้ง สีที่ออกมาจะเพี้ยน ซึ่งสีที่ใช้ที่ผาหินแกะสลักแห่งนี้จะเป็นสีที่ผสมกับยางไม้เป็นส่วนใหญ่
“ผลงานที่เกี่ยวกับศาสนานั้น จีนรับพุทธศาสนามาจากอินเดีย อิทธิพลของนิกายในจีนคือมหายาน ต่างจากไทยที่เป็นนิกายเถรวาท โดยนิกายมหายานจะพูดถึงพระโพธิสัตว์ไว้มาก เพราะพระโพธิสัตว์คือ ผู้ที่ปลีกวิเวกสละทางโลกแล้ว แต่ด้วยความที่มีเมตตาต่อสัตว์โลก จึงไม่ยอมปรินิพพานและมาโปรดสัตว์โลก โดยตั้งจิตไว้ว่าเมื่อโปรดสัตว์โลกให้พ้นทุกข์หมดแล้ว จึงค่อยนิพพานพร้อมกัน” ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษากล่าว
สำหรับงานแกะสลักหินบนผาหินแกะสลักต้าจู๋ แบ่งเป็น 75 จุด มีรูปแกะสลักมากกว่า 5 หมื่นชิ้น และตัวอักษรแกะสลักมากกว่า 1 แสนตัว โดยแบ่งงานแกะสลักออกเป็น 5 สถานที่หลักๆ ได้แก่ งานแกะสลักเป่ยซาน, งานแกะสลักสือจ้วนซาน, งานแกะสลักสือเหมินซาน, งานแกะสลักเป๋าติ่ง และงานแกะสลักหนานซาน
เนื่องจากผาหินแกะสลักต้าจู๋มีคุณค่าทางศิลปะสูงมาก มีข้อมูลมากมายทั้งทางโลกและทางธรรม สะท้อนวิถีชีวิตและสังคมของชาวจีนในช่วงหนึ่ง ทั้งยังช่วยยืนยันแนวคิดและความเชื่อทางพุทธศาสนา ลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื๊อได้อย่างสอดประสานลงตัว
ทำให้ “งานแกะสลักหินต้าจู๋” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปี ค.ศ.1999 ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 23 ที่เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก








