‘บิ๊กอุ้ม’ ปลื้มข้อมูล ศธ.คนไทยรู้หนังสือ 98% จ่อชงยูเนสโก ยกอันดับการศึกษา ปท.สู่สายตาประชาคมโลก ท้องถิ่นแนะชูไฮเทคชวนให้อ่านเพิ่มขึ้น
จากกรณีที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) แถลงผลการสำรวจการรู้หนังสือของประชากรไทย ปี 2568 พบว่า อัตราคนไทยรู้หนังสือเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 98 เติบโตแบบก้าวกระโดด ขณะที่กลุ่มสูงวัยอ่านน้อย และเกิดภาวะการลืมหนังสือ โดย สกร.เร่งแก้ไข เตรียมของบดำเนินการจัดทำที่อ่านหนังสือหมู่บ้านกว่า 5.4 หมื่นแห่งทั่วประเทศนั้น
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ยินดีและประทับใจกับการดำเนินงานของ สกศ.และ สกร.ที่ร่วมมือกันสำรวจ และประยุกต์ใช้ข้อมูลสำคัญอย่างอัตราการรู้หนังสือของประชากรไทยในปี 2568 สะท้อนให้เห็นศักยภาพของ สกร.ที่สำรวจข้อมูลขนาดใหญ่ ครอบคลุมประชากรกว่า 5 แสนคนทั่วประเทศ แม้ต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก แต่ดำเนินการได้อย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมถึงศักยภาพการดำเนินงานของ สกศ. ที่เร่งนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยหลักฐานที่มีความเป็นวิชาการ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการจัดอันดับของเว็บไซต์ World Population Review อย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นหลัก
พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าวว่า ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้านการศึกษาที่เข้มแข็ง นับเป็นนิมิตหมายอันดีของวงการการศึกษาไทย ในการยกระดับคุณภาพสู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน ข้อมูลผลการสำรวจการรู้หนังสือปี 2568 ไม่เพียงเป็นสถิติ แต่คือภาพสะท้อนของโอกาสทางการศึกษา และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
“ศธ.จะนำข้อมูลนี้ไปเป็นสารตั้งต้นในการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยในระยะยาว เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประชากรไทยให้แข่งขันในระดับนานาชาติได้ พร้อมขับเคลื่อนประเด็นสำคัญ อาทิ การพัฒนาทักษะการอ่านในกลุ่มผู้สูงวัย การสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการส่งเสริมการอ่าน และการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาทั่วประเทศ โดยจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน สกศ.ได้หารือกับสถาบันสถิติ (UIS) แห่งองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก และเตรียมส่งข้อมูลการสำรวจดังกล่าว เพื่อใช้ในการจัดอันดับด้านการศึกษาระดับนานาชาติอย่างแม่นยำ คาดว่าแนวโน้มอันดับของไทยจะดีขึ้น สะท้อนคุณภาพ และสร้างความเชื่อมั่นทางด้านการศึกษาไทยในสายตาประชาคมโลก” พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าว
นายกาเรียน ยืนยงชาติ ผู้อำนวยการ สกร.ประจำจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า กรณีนายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร. จะเสนอ ศธ.ของบประมาณฟื้นฟูที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้านขึ้นใหม่ เพื่อให้ทุกช่วงวัยมีโอกาสพัฒนาการอ่านได้ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงวัยได้มารวมตัวทำกิจกรรมอ่านหนังสือ ไม่เกิดภาวะการลืมหนังสือนั้น เห็นว่าการเสนอของบปรับปรุงพัฒนาอ่านหนังสือประจำหมู่บ้านเป็นไปได้ยาก เพราะงบที่จัดสรรลงมาลดน้อยลงเรื่อยๆ ไม่เพียงพอสำหรับจัดซื้อจัดหาหนังสือ หรือสื่อสิ่งพิมพ์มาไว้บริการ อย่างไรก็ตาม มองว่าที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้านยังมีความสำคัญ และควรอยู่ในความดูแลของ อปท.มากกว่า เพราะแต่ละท้องถิ่นใกล้ชิดประชาชน มีงบสนับสนุนดูแลมากกว่า ถ้าท้องถิ่นรื้อปัดฝุ่นที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน และดึงคนในชุมชนกลับมาสนใจใช้บริการกันมากขึ้น จะเพิ่มอัตราการรู้หนังสือ และช่วยลดภาวะการลืมหนังสือในกลุ่มผู้สูงวัย และคนว่างงานลงได้ จะช่วยยกระดับศักยภาพคนในชุมชนได้อีกทาง
ที่ จ.เชียงใหม่ นายคัมภีร์ สมัยอาทร นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายก อบต.จะครบ 4 ปีในปลายปี 2568 รวมทั้งช่วง 8 ปีก่อนหน้านี้ที่ดำรงตำแหน่งรองนายก อบต. ไม่เคยเห็นที่อ่านหนังสือหมู่บ้านนานแล้ว ยอมรับว่าช่วงปี 2538-2539 ตนยังเรียนอยู่ ได้ใช้ที่อ่านหนังสือในหมู่บ้านในชุมชน ส่วนหนังสือที่มีหลักๆ คือ หนังสือพิมพ์ หนังสือทั่วไป และหนังสือการ์ตูน นอกจากผู้สูงอายุและคนทั่วไป ที่มาอ่านหนังสือพิมพ์เพื่อติดตามข่าวสาร เด็กๆ ชอบมาอ่านหนังสือการ์ตูน
“จากข้อมูลทราบมีการถ่ายโอนที่อ่านหนังสือหมู่บ้านให้ท้องถิ่นดูแลตาม พ.ร.บ.กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 แต่ในส่วนของ อบต.อมก๋อย ตั้งแต่เข้ามาทำงานกว่า 10 ปี ไม่เห็นมีที่อ่านหนังสือหมู่บ้าน และไม่แน่ใจว่า อบต.หรือหน่วยงานใดรับผิดชอบดูแล” นายคัมภีร์กล่าว
ขณะที่นายวิญญู สิงหเสม ท้องถิ่นจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยมีโครงการส่งเสริมการอ่าน รวมถึงมีที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน ที่มี อปท.เป็นผู้ดำเนินการ แต่ปัจจุบันมีน้อยลง เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป การอ่านหนังสือเป็นรูปเล่มน้อยลง และหันไปอ่านหนังสือด้วยสื่อออนไลน์ในโทรศัพท์มือถือ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ แทน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้านหายไป เรื่องนี้คงเป็นเรื่องของ อปท.ที่จะพิจารณาถึงความจำเป็นว่าจะฟื้นโครงการขึ้นมาอีกหรือไม่

