นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) มอบหมายให้ตนเป็นประธานคณะทำงานเรื่องการบริหารจัดการสอบทุกรูปแบบ นั้น คณะทำงานชุดดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และม. 4 เมื่อวันที่ 5-6 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่ง พบว่ายังมีอุปสรรคที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะประเด็นเรื่องมาตรฐานของข้อสอบที่ใช้ในการสอบคัดเลือก ซึ่งยังไม่มีความสอดคล้องหรือเป็นมาตรฐานเดียวกันในแต่ละโรงเรียน โดยในบางจังหวัด เช่น จังหวัดนนทบุรี บูรณาการความร่วมมือระหว่างโรงเรียนในจังหวัดร่วมกันออกข้อสอบชุดเดียวกันเพื่อนำมาใช้ในการสอบคัดเลือกชั้นม.1 และ ม.4 ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้กระบวนการสอบเป็นไปอย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ต่างจากบางพื้นที่ที่โรงเรียนแต่ละแห่งยังออกข้อสอบของตนเอง ซึ่งอาจก่อให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและทำให้เกิดความลักลั่นได้
“อีกหนึ่งปัญหาที่ได้พบจากการลงพื้นที่ คือ มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าสอบในโรงเรียนชื่อดังต่างๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นภาระทั้งในด้านค่าใช้จ่ายและความยากลำบากของทั้งตัวนักเรียนและผู้ปกครอง จึงมีแนวคิดในการนำระบบการทดสอบทางการศึการะดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต มาปรับใช้เป็นข้อสอบกลางเพื่อให้แต่ละโรงเรียนใช้ในการคัดเลือก และอาจจะขอให้โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงจัดให้มีการสอบออนไลน์ตามศูนย์สอบกลางในจังหวัดต่างๆในลักษณะเช่นเดียวกันกับการทดสอบความถนัดทั่วไปหรือ TGAT และการทดสอบความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือ TPAT”นายสิริพงศ์ กล่าว
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยังคงมีข้อท้วงติงในประเด็นที่ว่า ข้อสอบโอเน็ตถูกออกแบบมาเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตลอดหลักสูตรของนักเรียน ขณะที่ข้อสอบคัดเลือกจะเน้นการวัดความสามารถในการเรียนต่อ ซึ่งเป็นคนละเป้าหมายกัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการหารือและออกแบบระบบการวัดผลให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการสอบคัดเลือกให้มากที่สุด โดยขณะนี้ศธ.ได้เริ่มพูดคุยเบื้องต้นกับโรงเรียนชั้นนำบางแห่ง อาทิ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และโรงเรียนในเครือจุฬาภรณราชวิทยาลัย ซึ่งได้แสดงเจตนารมณ์พร้อมที่จะขับเคลื่อนแนวทางนี้ไปพร้อมกับศธ.
“หากโรงเรียนชั้นนำเหล่านี้เห็นพ้องต้องกันกับแนวทางการลดภาระการสอบของเด็ก และยินดีเข้าร่วมจัดตั้งศูนย์สอบในภูมิภาคต่างๆ ก็จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม และหากกระบวนการทั้งหมดสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น ก็มีแนวโน้มว่านโยบายนี้จะสามารถเริ่มใช้ได้จริงในการคัดเลือกเด็กเข้าเรียน ปีการศึกษา 2569” นายสิริพงศ์ กล่าว

