อาจารย์มช.โวย ถูกคนดังลอกงานวิจัย ร้องเรียนไป 8 เดือนไม่คืบ

29.04.25 | 14:22 น.

อาจารย์มช.โวย ถูกคนดังลอกงานวิจัย ร้องเรียนไป 8 เดือนไม่คืบ

วันที่ 29 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุรชัย จงจิตงาม อาจารย์ภาควิชาศิลปะไทย สาขาวิชา : ศิลปะไทยและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำหนังสือถึง นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อขอให้เร่งรัดการดำเนินการสอบสวนทางวินัยในกรณีร้องเรียนการกระทำผิดวินัยของอาจารย์ท่านหนึ่ง ในการขโมยผลงานวิชาการของผู้อื่นมาเป็นผลงานของตนเอง

โดยระบุว่า สืบเนื่องจากการที่ข้าพเจ้า ผศ.ดร.สุรชัย จงจิตงาม ได้ร้องเรียนให้สอบสวนการกระทำผิดทางวินัย เรื่องการขโมยผลงานทางวิชาการของผู้อื่นมาเป็นของตน โดยได้ทำจดหมายร้องเรียน และส่งหลักฐานเพิ่มเติมเมื่อ 24 พฤษภาคม 2567 ไปยังคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงของมหาวิทยาลัยแล้วนั้น

ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า รายงาน “โครงการสำรวจศิลปกรรมของชุมชนในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่เบื้องต้น” พ.ศ.2563 ซึ่งได้งประมาณจากคณะวิจิตรศิลป์นั้นข้าพเจ้าเป็น “ผู้เขียน” รายงานแต่เพียงผู้เดียว และได้ปิดโครงการเมื่อ 16 ธันวาคม 2563

ต่อมาในปี พ.ศ.2565 มีผู้ขอให้ข้าพเจ้าเขียนรายงานเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิมเนื่องจากได้รับทุนจากโครงการล้านนาสร้างสรรค์ สำนักยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งข้าพเจ้าจึงได้เขียนเนื้อหาเพิ่มให้ จำนวน 17 หน้า จนได้รายงาน “การสำรวจศิลปกรรมในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่” พ.ศ.2565 ซึ่งเนื้อหาที่เพิ่มขึ้น 17 หน้า
รวมทั้งเนื้อหาที่มีอยู่เดิมนั้นข้าพเจ้าเป็น “ผู้เขียน” แต่เพียงผู้เดียว

Advertisement

ราวเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2567 มีบุคคลได้นำต้นฉบับรายงาน “การสำรวจศิลปกรรมในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่” พ.ศ.2565 ที่ข้าพเจ้าเป็นผู้เขียนไปจัดพิมพ์เป็นหนังสือ… เผยแพร่ต่อสาธารณะทั้งในรูปแบบสิ่งพิมพ์ และการแชร์ไฟล์ PDF ของหนังสือในรูปแบบออนไลน์ โดยระบุว่า บุคคลดังกล่าวคือผู้เขียนหลัก ซึ่งข้าพเจ้าได้ท้วงติงให้แก้ไขมาโดยตลอด เพราะโดยข้อเท็จจริงข้าพเจ้าเป็นผู้เขียนต้นฉบับหนังสือแต่เพียงผู้เดียว (เนื้อหาของหนังสือ และไฟล์ที่แชร์ มีความแตกต่างจากต้นฉบันเดิมที่ข้าพเจ้าเขียนเพียงเล็กน้อย เช่น คำนำ กิตติกรรมประกาศ บทคัดย่อ เพิ่มภาพประกอบ
และคำบรรยายเพียงเล็กน้อยย่อมไม่เพียงพอต่อต่อการอ้างสิทธิ์ในฐานะ “ผู้เขียน” โดยเฉพาะการเป็นผู้เขียนหลัก)

ยิ่งไปกว่านั้น บุคคลดังกล่าว ยังได้มีความพยายามนำงานชิ้นดังกล่าวเสนอแก่สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยปรากฎหลักฐานจากเอกสารของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ระบุว่า บุคคลดังกล่าวคือ ผู้เขียนหลัก และมีการแบ่งสัดส่วนการทำงานให้แก่บุคคลอื่นที่เป็นเพียง “ผู้ร่วมสำรวจ” ซึ่งไม่ได้มีส่วนในการทำงานในฐานะผู้เขียนให้ได้ปรากฏชื่อในฐานะ “ผู้เขียน” รวมทั้งไม่ส่งต้นฉบับก่อนการตีพิพิมพ์มาให้ข้าพเจ้าในฐานะ”ผู้เขียน” ตรวจทาน และไม่แจ้งผลการตรวจต้นฉบับจากผู้ทรงคุณวุฒิให้ข้าพเจ้าทราบ ซึ่งในที่สุดสำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ปฏิเสธการตีพิมพ์หนังสือดังกล่าว

อีกทั้งปรากฏว่าโครงการในปี พ.ศ.2565 ซึ่งบุคคลดังกล่าว บริหารงบประมาณนั้นได้ใช้ค่าจ้างเหมาบันทึกภาพถึงปีละ 50,000 บ. 2 ปี รวมเป็นเงิน 100,000 บ. ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงนั้นรูปที่ปรากฏในหนังสือส่วนใหญ่ ข้าพเจ้าและผู้ร่วมสำรวจเป็นคนถ่ายภาพในระหว่างการลงพื้นที่โดยไม่เสียเงินค่าจ้างช่างภาพ (ยกเว้นภาพมุมสูงจากโดรน ซึ่งมีเพียงไม่กี่รูป) ส่วนค่าจ้างเก็บข้อมูลประสานงานกับชุมชนในพื้นที่ก็ใช้งบมากถึงปีละ 45,000 บ. 2 ปี รวมเป็นเงิน 90,000 บ.นั้น ข้อเท็จจริงจากรายงานฉบับ พ.ศ.2563 และ พ.ศ.2565 ข้อมูลเกือบทั้งหมดที่ข้าพเจ้าเป็นคนเขียนเอง ข้าพเจ้ายืนยันว่า ล้วนได้มาโดยไม่ต้องใช้เงินที่สูงมากถึง 90,000 บ.อย่างแน่นอน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่พว่ามีจำนวนหน้าที่เขียนเพิ่มเพียง 17 หน้าจากรายงานเดิมก็ย่อมไม่มีความสมเหตุสมผลในการใช้งบประมาณ ส่อถึงการใช้เงินที่อาจทุจริต และไม่ตรงตามวัตถุประสงค์

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นการแสดงถึงเจตนาในการขโมยผลงานทางวิชาการที่ตนมิได้เป็นผู้เขียนมาเป็นของตนเองจึงเป็นการกระทำผิดจรรยาบรรณ และจริยธรรรมของการเป็นอาจารย์ และนักวิจัยขั้นร้ายแรง

ข้าพเจ้าได้ส่งหลักฐาน และเอกสารประกอบการร้องเรียนการกระทำผิดอย่างละเอียด โดยมหาวิทยาลัยได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงและได้เรียกข้าพเจ้าให้ถ้อยคำตั้งแต่ 19 สิงหาคม 2567 อย่างไรก็ตามเวลาล่วงเลยยาวนานมากกว่า 8 เดือน แต่ผลการพิจารณาก็ยังไม่แล้วเสร็จ ข้าพเจ้าจึงมาทวงถามความยุติธรรมในเรื่องที่เกิดขึ้น และขอให้นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ดำเนินการเร่งรัด การสอบสอนทางวินัยให้แล้วเสร็จโดยเร็วอย่างมีความยุติธรรมตามข้อเท็จจริง