‘บิ๊กอุ้ม’ สั่งเข้มก่อนเปิดเทอมใหม่ เร่งลดภาระครู-นร. ดันเรียนดีมีความสุขทุกมิติ

2.05.25 | 11:49 น.

‘บิ๊กอุ้ม’ สั่งเข้มก่อนเปิดเทอมใหม่ เร่งลดภาระครู-นร. ดันเรียนดีมีความสุขทุกมิติ

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานกล่าวในการประชุมเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนภายใต้นโยบาย เรียนดี มีความสุขว่า ที่ผ่านมาตนพอใจเป็นอย่างมากที่ทุกฝ่ายได้ร่วมมือขับเคลื่อนนโยบายกันอย่างต่อเนื่อง โดยการศึกษาของไทยที่ผ่านมาในเรื่องของความปลอดภัยนั้นดีขึ้นมาก จะเห็นได้ว่าข่าวนักเรียนยกพวกตีกันลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงความไม่พอใจต่อภาคส่วนอื่นๆก็ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการชุมนุมที่น้อยลงเช่นกัน โดยทั้งหมดเกิดจากความร่วมมือร่วมใจกัย ซึ่งเรื่องอะไรที่เป็นปัญหาตนและฝ่ายการเมืองพร้อมรับฟังจากทุกหน่วยงานและจะดำเนินการแก้ไขอย่างเต็มที่

“สิ่งที่ทำกันมาตลอดถือว่าสำเร็จส่วนหนึ่งแล้วแต่ยังมีส่วนที่ต้องดำเนินการต่อไปที่จะทำอย่างไรให้นักเรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ในมิติของการลดภาระงานครูก็อยากให้ทางฝ่ายผู้บริหารสะท้อนปัญหาต่างๆเข้ามาให้กับศธ.เพื่อที่จะได้รับการแก้ไข อะไรที่เกินอำนาจของศธ. ผมก็จะทำเรื่องเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อผลักดันให้เกิดเป็นกฎหมายที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาและลดภาระให้เกิดการเรียนดีมีความสุขอย่างแท้จริงส่วนการลดภาระนักเรียน และผู้ปกครอง ก็มีการดำเนินการนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime ซึ่งหลายๆโรงเรียนได้สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ขึ้นมาเป็นสิ่งที่ดีมาก อยากให้โรงเรียนที่มีความพร้อมดำเนินการต่อไปรวมไปถึงเรื่อง 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพในปีการศึกษานี้ก็อยากให้มีโรงเรียนคุณภาพมากยิ่งขึ้น”พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ส่วนในเรื่องการศึกษาเท่าเทียมต้องขอขอบคุณทุกหน่วยที่ร่วมกันดำเนินการ ทำให้มีเด็กกลับมาเรียนในระบบได้ประมาณ 4 แสนคน และคนที่กลับเข้ามาแล้วก็จะต้องมีวิธีการในการป้องกันไม่ให้หลุดออกไปอีกครั้ง นอกจากเรื่องนี้ตนอยากให้มีเครือข่ายทางการศึกษาที่มาแบ่งปันทรัพยากรต่างๆใช้ร่วมกัน ฉะนั้น สถานศึกษาใดที่ขาดแคลนทรัพยากรต่างๆก็ให้ติดต่อสอบถามไปยังสถานศึกษาใกล้เคียงเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนทรัพยากรกับสถานศึกษาที่มีความพร้อม

Advertisement

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า เพื่อให้การเปิดเรียน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ของสถานศึกษาทุกแห่งในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น สถานศึกษาทุกแห่งมีความพร้อมในทุกมิติ ทุกด้าน สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพตั้งแต่วันแรก จึงอยากให้มีการเตรียมการด้านความพร้อมของสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นอาคารสถานที่ และสภาพแวดล้อม โดยตรวจสอบ ปรับปรุง อาคาร ห้องเรียน ประตู และรั้วโรงให้มีความแข็งแรงและปลอดภัย สำรวจและซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบแจ้งเตือนและป้องกันภัย เช่น ถังดับเพลิง เป็นต้น และพัฒนาห้องน้ำ ห้องสัวม ให้สะอาด เพียงพอ ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ ให้ได้มาตรฐานพร้อมใช้งาน “สุขาดี มีความสุข”

“ในด้านการจัดการเรียนการสอนอยากให้มีการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่น และรองรับการเรียนรู้ยุคใหม่ พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนในการพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล รวมไปถึงพัฒนา ซ่อมบำรุง สื่อและอุปกรณ์การจัดการเรียนการสอนให้มีความพร้อม และพัฒนาสื่อการสอนและเทคโนโลยีทางการศึกษา เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้อยากให้ครูและผู้บริหารทุกคนเรียนรู้ในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอเพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของโลกยุคปัจจุบัน”พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้อยากเน้นย้ำถึงเรื่องสวัสดิการและการสนับสนุนพื้นฐาน ในเรื่องเตรียมการสำหรับการดำเนินโครงการอาหารกลางวันและโครงการอาหารเสริมให้มีคุณภาพเตรียมการจัดหาและบริการน้ำดื่ม ที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย โดยศธ.ได้ติดต่อกับทางการประปาเพื่อจัดหาน้ำดื่มที่มีคุณภาพให้นักเรียนได้ดื่ม รวมไปถึงจัดวัคซีนที่เหมาะสมตามช่วงวัย หรือป้องกันโรคติดต่อตามสถานการณ์ และเตรียมการสำหรับการดำเนินการโครงการค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แล้วเสร็จก่อนเปิดภาคเรียน ไม่ว่าจะเป็นค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

“ทั้งนี้ยังมีเรื่องของสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิต ที่จะต้องมีการควบคุม กำกับ ดูแล เรื่องรถรับ-ส่งนักเรียนให้เป็นไปตามระเบียบ ศธ. และมาตรฐานความปลอดภัยของกรมขนส่งทางบกอย่างเคร่งครัด ตรวจสอบและควบคุมยานพาหนะที่จะใช้ในการเดินทางเพื่อพานักเรียนและนักศึกษาไปศึกษานอกสถานศึกษา โดยต้องจัดระเบียบพื้นที่การเดินรถและพื้นที่กิจกรรมให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจนให้ผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมได้อย่างปลอดภัย และสถานศึกษาต้องเป็นสถานที่ปลอดภัย ปลอดยาเสพติด ปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ฯ โดยครูและผู้บริหารจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เป็นอันขาด และอยากให้มีการเฝ้าระวังการใช้ความรุนแรงทั้งในและนอกลถานศึกษกที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย และจิตใจ”พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ขอเน้นย้ำถึงเรื่องความร่วมมือของสถานศึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยอยากให้สถานศึกษาประสานเครือข่ายความร่วมมือกับสถานอื่นและหน่วยงานอื่น เช่น ในด้านความปลอดภัยทางจราจร สามารถประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลูกเสือ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย นักศึกษาวิชาทหาร และนักเรียนอาสาจราจร เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้า-ออกสถานศึกษา ด้านสุขภาพผู้เรียน โดยประสานกับโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อให้ความรู้ถูกต้องและตรวจสุขภาพผู้เรียน ในด้านทรัพยากรการศึกษา โดยประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานเอกชน ภาคีเครือข่าย เพื่อสนับสนุมทรัพยากรการศึกษาที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความจำเป็น

“ขณะเดียวกันสถานศึกษาควรจะมีแผนเผชิญเหตุความปลอดภัยในและนอกสถานศึกษา โดยเตรียมแผนเผชิญเหตุและการฝึกซ้อมในการปฏิบัติต่อภัยธรรมชาติ สาธารณภัย ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อุทกภัย แผ่นดินโหว วาตภัย อัคคีภัย และฝุ่นละอองชนาดเล็ก (PM 2.5) และดำเนินการตามขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุในสถานศึกษา 3 ขั้นตอน คือ ก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย”พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว