‘ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์’ อธิการฯมธ. เปิดแผนรับมือดิสรัปชั่น ปั้น มหา’ลัยสมบูรณ์แบบ

19.05.25 | 08:00 น.

ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรก หลัง ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ ได้รับโปรดเกล้าฯให้นั่งเก้าอี้ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) คนที่ 26 อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา

ใช้เวลากว่า 8 เดือน หลังเข้ารับตำแหน่งตกผลึกยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน มธ.รับมือความท้าทายในยุคดิสรัปชั่น ประกาศพา มธ. ก้าวสู่ “มหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบชั้นนำแห่งอนาคต”

เพื่อให้เท่าทันโลกการศึกษา โดยเฉพาะอุดมศึกษาที่กำลังถูกท้าทายในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลง ผู้สูงอายุมากขึ้น ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่นำความเปลี่ยนแปลงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากในยุคปัจจุบัน เปรียบเสมือนยุคหนึ่ง ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่เมื่อมีไฟฟ้าเข้ามา ก็ทำให้โลกเกิดความเปลี่ยนแปลง เรื่องเหล่านี้เป็น
กระแสที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าอย่างมาก ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับตัว และเชื่อว่าไม่ใช่เพียงแค่ มธ. แต่ยังรวมถึงมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่ต้องเร่งดำเนินการเช่นเดียวกัน

“ผมและทีมผู้บริหาร มธ. ได้เข้ามารับหน้าที่ในช่วงที่ท้าทาย โดยเห็นได้ทั่วโลก ที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศหลายแห่งมีการลดแคมปัส หรือวิทยาเขต ฉะนั้น หากไทยไม่ปรับตัว อนาคตอาจต้องมีการปิดแคมปัสลงเช่นเดียวกัน ในส่วนของ มธ. เตรียมยุทธศาสตร์ พร้อมมองไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ ทำให้ มธ.กลายเป็น มหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบชั้นนำเพื่อสังคมแห่งอนาคต”

โดยจะต้องเปลี่ยนภาพจำในอดีตที่ผ่านมา มธ.ถูกมองเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นจัดการเรียนการสอนสายสังคม แต่จะไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไป เพราะตั้งแต่มีการก่อตั้ง มธ.ศูนย์รังสิต ทำให้ มธ.กลายเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มากขึ้น มีการเปิดคณะและสาขาที่ไม่ใช่เพียงแค่สายสังคม แต่เพิ่มเติมในด้านวิทยาศาสตร์ที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

Advertisement

ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ประกอบด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่ 1.การปรับเปลี่ยนหลักสูตรการ บูรณาการองค์ความรู้หลากศาสตร์และการพัฒนาทักษะทางการวิจัยให้ตอบสนองต่อการเรียนรู้ยุคใหม่ 2.การเป็นมหาวิทยาลัยของสังคม ปรับเปลี่ยนมุมมองการผลิตบัณฑิตให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ รวมไปถึงผลิตบัณฑิตจิตสาธารณะโดยการสร้างความเข้าใจเชื่อมโยงกับชุมชนด้วยนวัตกรรมเพื่อสุขภาวะและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ 3.การสร้างความสุขและความยั่งยืนให้กับประชาคมธรรมศาสตร์ คือ การดูแลคนของ มธ.ให้ดีเพื่อให้ได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีและอยากอยู่กับมหาวิทยาลัยต่อไป

“แผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้มุ่งเน้นการบูรณาการการเรียนรู้แบบข้ามศาสตร์ เน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง และการร่วมออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคธุรกิจ โดยเริ่มทยอยปรับหลักสูตรในปีการศึกษา 2567 และตั้งเป้าใช้เต็มรูปแบบในปีการศึกษา 2570 โดยมีการออกแบบ โครงสร้างหลักสูตรตามแนวคิด Outcome-Based Education (OBE) และการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ครอบคลุมการจัดทำผลลัพธ์การเรียนรู้ทั้งระดับหลักสูตร และรายวิชาตามมาตรฐานของคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) โดยนักศึกษาจะได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติในรายวิชาต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาและฝึกทักษะจริงในสถานประกอบการมากกว่า 405 ชั่วโมง สอดรับกับเป้าหมายการสร้าง ‘บัณฑิตพร้อมทำงาน’ อย่างแท้จริง นอกจากนี้ การปรับปรุง
ทุกหลักสูตรยังมุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรภายนอกทั้งองค์กรภาครัฐ เอกชน และกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ องค์กรด้านเทคโนโลยี พร้อมยกระดับการเรียน e-Learning และสร้าง Common Core ภายในคณะเพื่อประโยชน์ร่วมกันทุกหลักสูตร ในขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษและการมีวิชาที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตไทยสามารถแข่งขันในระดับสากลได้”
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการผลักดัน รายวิชาเสริมทักษะเชิงลึกเพื่อตอบโจทย์โลกอนาคต

โดยเร็วๆ นี้จะมีการเปิดสอน รายวิชา TU280 “จริยธรรมปัญญาประดิษฐ์สำหรับผู้นำอนาคต” (Artificial Intelligence Ethics for Leader of the Future) ซึ่งเป็นรายวิชาบังคับใหม่ทันกับกระแสเอไอและเทคโนโลยีแห่งอนาคตโดยตรง มุ่งพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้เข้าใจในประเด็นจริยธรรม เทคโนโลยี และความเชื่อมั่นการใช้เอไออย่างลึกซึ้ง ต่อเนื่องถึงการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมอย่างรอบด้าน
ความแตกต่างของรายวิชานี้คือ ไม่ได้สอนเพียงการใช้เทคโนโลยี แต่เป็นการฝึกนักศึกษาให้เข้าใจโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยน พร้อมตั้งคำถามอย่างมีจริยธรรมต่อการใช้ AI ในชีวิตมนุษย์ สังคม และระบบเศรษฐกิจในอนาคต เป็นการบ่มเพาะผู้นำที่คิดเป็น ทำเป็น และรับผิดชอบต่อผลกระทบในระดับโลกได้จริง และเป็นหัวใจของการสร้าง “Ethical Leaders” แห่งยุคเอไอ ที่จะไม่ยึดติดเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว โดยพร้อมเปิดสอนในภาคการศึกษา 2568

นอกจากนี้ ยังเปิดหมวดวิชา Finance & Investment ครอบคลุมหัวข้อที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ อาทิ ความรู้การเงินในชีวิตประจำวัน การลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี การวางแผนภาษี ต้นทุนโอกาส และการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยร่วมออกแบบหลักสูตรกับผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำ เช่น SET SCB GULF และ Bangkok Bank เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้แบบ Online หรือ E-learning ได้อย่างยืดหยุ่น เหมาะกับการพัฒนาทักษะควบคู่กับการเรียนหลักสูตรปกติ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักศึกษาเป็นจำนวนมาก เห็นได้ชัดจากการที่ได้มีการเปิดหลักสูตร SET E-learning ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงเดือนมีนาคม 2568 มีนักศึกษาลงเรียนวิชาต่างๆ ของหลักสูตรแล้วกว่า 22,000 คน

“ในภาพรวม มหาวิทยาลัยวางเป้าหมายให้บัณฑิตมีความรู้เชิงวิชาการควบคู่กับทักษะปฏิบัติจริง และมีประสบการณ์วิชาชีพ โครงการ หรือฝึกงานอย่างน้อย 6 หน่วยกิต โดยคาดหวังให้ทุกหลักสูตรสามารถพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้มีทักษะแห่งอนาคต (Future Skills) เพื่อเติบโตอย่างมั่นคงในโลกการทำงานยุคใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ยังได้ตั้ง ‘ศูนย์สหกิจศึกษาและพัฒนาอาชีพ’ (TUCEEC) เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาและศิษย์เก่า ได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นอย่าง Hard Skills, Soft Skills รวมถึง Future Skills เรื่องของเอไอและการตลาดดิจิทัล โดยมีเป้าหมายจัดอบรมและกิจกรรมกว่า 100 รายการในช่วงปี 2568-2570 เพื่อสร้างแรงส่งสู่การมีงานทำทันทีหลังจบการศึกษาให้ได้ 100%

“การวางกลยุทธ์ด้านบุคลากร มหาวิทยาลัยยังเร่งยกระดับศักยภาพอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญสู่การเป็น ‘ผู้นำการเรียนรู้’ อย่างเป็นระบบผ่านแนวทาง Professional Standard Framework (PSF) ซึ่งเป็นกรอบมาตรฐานสากลเพื่อส่งเสริมความเชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนการสอนในระดับสูง โดยตั้งเป้าหมายให้อาจารย์ผ่านการรับรองมาตรฐาน PSF ระดับ 2 ขึ้นไป (PSF 2+) อย่างน้อย 100 คนภายในปีงบประมาณ 2568-2570 หลายปีที่ผ่านมากลุ่มเป้าหมายของคนที่ต้องการศึกษาที่ มธ.อยู่ในทุกช่วงวัย และมีความหลากหลาย สิ่งเหล่านี้จึงทำให้มหาวิทยาลัยตระหนักถึงการต้องพัฒนาสร้างหลักสูตรที่รองรับความต้องการที่ไม่สิ้นสุดให้กว้างมากขึ้น อีกทั้งจำเป็นจะต้องเน้นการผลิตบุคลากรในเชิงคุณภาพ สวนทางกับช่วงที่ประชากรโลกมีอัตราการเกิดลดลง นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังที่จะเป็นต้นแบบการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา-การเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เกิดขึ้นในแบบองค์รวม ซึ่งจะส่งผลดีต่อการยกระดับส่วนต่างๆ ของประเทศในภาพรวมได้ในที่สุด” อธิการบดี มธ.กล่าว

เรื่องของความเชี่ยวชาญของคณะ/สาขาต่างๆ ดูได้จากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยผ่านระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส พบว่ามีการพัฒนามากขึ้น เช่น คะแนนสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ มธ. สูงเป็นอันดับที่ 4 รองจากคณะแพทยฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยฯ โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลรามาธิบดี ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขณะเดียวกันนอกจากคณะแพทยฯแล้ว คณะอื่นๆ ก็มีการพัฒนาในเชิงคุณภาพมากขึ้นเช่นเดียวกัน มธ.ใช้เวลาทั้งหมดกว่า 30 ปี ในการพัฒนามหาวิทยาลัยจากสายสังคม เป็นมหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญในเรื่องอื่นๆ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า มธ.ไม่ได้เป็นแค่มหาวิทยาลัยสายสังคมอีกต่อไปแต่มุ่งการพัฒนาไปเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น …

“ปัจจุบัน มธ.มีจำนวนนักศึกษาประมาณ 43,000 คน นับว่าเป็นจำนวนที่ค่อนข้างมาก และจำนวนนักศึกษานี้เองเป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดขนาดของมหาวิทยาลัย ทั้งในแง่ของโครงสร้าง การบริหารจัดการและการให้บริการทางการศึกษาในภาพรวม ปัจจุบัน มธ.มีคณะต่างๆ รวม 28 คณะ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง” นายศุภสวัสดิ์กล่าว

ในส่วนของการพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยสังคมเพื่ออนาคต มีความท้าทายในหลายมิติ ถามว่า มธ.จะทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกได้ หรือไม่ ก็สามารถทำได้เพียงแต่ต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน มีเงื่อนไขอีกมากที่อาจส่งผลให้ความร่วมมือเหล่านั้น

ทั้งหมดนี้คือยุทธศาสตร์การพัฒนา มธ. แม้จะมุ่งความเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำมากขึ้น แต่ยังคงให้อิสระ อาจารย์ และนักศึกษาในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะเรื่องการเมือง ซึ่งถูกปลูกฝัง จนเหมือนกลายเป็นดีเอ็นเอของคนธรรมศาสตร์ ให้มีการตั้งคำถามและ ข้อสงสัย เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของตนเอง ในสิ่งที่มองว่าไม่เป็นธรรม