นักวิชาการ ชี้ เปิดเทอมนี้ อย่าวางใจสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้า แนะวิธีจัดการปัญหายั่งยืน

19.05.25 | 09:26 น.

นักวิชาการ ชี้ เปิดเทอมนี้ อย่าวางใจสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้า แนะวิธีจัดการปัญหายั่งยืน

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากการเสวนาสำคัญที่ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เรื่อง เปิดเทอมติดบุหรี่ไฟฟ้า พบสถานการณ์ของบุหรี่ไฟฟ้าหลังจากที่รัฐบาลนำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รายกรัฐมนตรี ประกาศเอาจริงเอาจังปราบปรามตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ จนถึงปัจจุบัน จะพบว่า 4 เดือนที่ผ่านมา ระบบราชการตั้งแต่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ดำเนินการจับบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด หรือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) , สำนักนายกรัฐมนตรี , กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเอาจริงเอาจัง เช่น MOE:Red box หรือกำหนดหากบุคลากรไปยุ่งเกี่ยวเป็นการผิดวินัย ซึ่งถือเป็นเรื่องดี มาตราการต่างๆที่ออกมาทำให้บุหรี่ไฟฟ้าลดลงไปอย่างน่าพอใจระดับหนึ่ง โดยพบว่าบุหรี่ไฟฟ้าหายไป 80%

นายสมพงษ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ก็ยังมีรายงานว่าพบบุหรี่ไฟฟ้าเปิดขายใน หรือรอบๆ โรงเรียน หรือสถานศึกษาอยู่ เด็กปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ จากเดิม ที่ลงขันคนละ 20-30 บาท สั่งซื้อเพื่อสูบกัน แต่ปัจจุบันเมื่อปราบปรามจนทำให้หายากขึ้น ราคาบุหรี่ไฟฟ้าก็แพงขึ้น 2-3 เท่า นอกจากนี้ยังพบว่ามีค่านิยมที่ปลูกฝังกันในเด็กว่า บุหรี่ไฟฟ้า อันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน ไม่มีนิโคติน กลิ่นหอม ไม่อันตราย เป็นของเท่ ทันสมัย อีกทั้งเด็กยังสะท้อนว่า อุปกรณ์และกลิ่นของบุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นมิตรกับเด็กเพราะทำรูปแบบของเล่น น่าทดลองใช้ ซึ่งค่านิยมนี้มีการสร้างมาต่อเนื่องและยาวนานเกือบ 10 ปี และเมื่อบุหรี่ไฟฟ้าหายากขึ้น เวลาสั่งซื้อเด็กจะไม่กล้าให้ส่งที่บ้าน แต่ให้ที่ส่งที่โรงเรียน หรือนัดส่งข้ามรั้วโรงเรียน ดังนั้น โรงเรียนต้องเตรียมการรับมือให้ดี

นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า เมื่อบุหรี่แพงขึ้น จากเดิมที่ลงขันเงินซื้อด้วยกัน กลายเป็นเด็กหัวโจก ลงทุนซื้อมาในราคา 300-500 บาท ซึ่งจะสูบได้ประมาณ 200-400 คำ เด็กหัวโจกจะขายให้เด็กคนอื่นๆ ที่อยากสูบคำละ 10-20 บาท ถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง นอกจากนี้ยังพบการหิ้วบุหรี่ไฟฟ้าไปขายที่สถาบันเทิง ซึ่งสะท้อนว่าตลาดของบุหรี่ไฟฟ้ากำลังปรับตัวครั้งใหญ่ ท้้งนี้ พบข้อมูลว่าปัจจุบันมีนักสูบหน้าใหม่ตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป ประมาณ 9 แสนคน ในจำนวนนี้ 5 แสนคนสูบทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่มวน และในปี 2558 มีนักสูบหน้าใหม่ที่เริ่มจากบุหรี่ไฟฟ้าประมาณ 5.3% แต่ในปี 2568 นักสูบหน้าใหม่ที่เริ่มจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็น 28.4%

นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า 3-4 เดือนที่ผ่านมามีการจับกุมบุหรี่ไฟฟ้า หมื่นๆ คดี ยึดพอตได้ไปประมาณ 1.06 ล้านชิ้น ดำเนินคดี 2,592 คดี มูลค่ารวมที่จับได้ 554 ล้านบาท กระทรวงดิจิทัลฯ ปิดเว็บขายไปได้ 9,705 เว็บไซต์ ทำให้เห็นว่าตลาดบุหรี่ไฟฟ้าใหญ่มาก แต่มีคำถามว่าทำไมไม่หมดไป เพราะสิ่งที่เป็นจุดอ่อนที่สุดคือ การแจ้งสำแดงเท็จในด่านศุลกากร ที่ระบุว่า เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์การเรียน ของเล่นเด็ก เป็นต้น ซึ่งตนมองว่าต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ถ้ารัฐมีนโยบายเอาจริงเอาจริงก็จะลดได้ แต่จะแก้ไขปัญหาบุหรี่เฉพาะในโรงเรียนอย่างเดียวไม่ได้ เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนไม่มองว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย ล่าสุดที่พบอายุน้อยสุดสูบอายุประมาณ 10 ขวบเท่านั้น และยังมีเด็กที่เรียนเก่ง นิสิตนักศึกษาในสถาบันการศึกษาดัง ส.ส.ในสภาก็ใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างโจ่งครึ่ม

Advertisement

นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า จะเห็นว่าการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ในกลุ่มเด็กเปราะบาง หรือเด็กเสี่ยงเท่านั้น อีกทั้งยังมีความพยายามผลักดันให้ถูกกฎหมาย โดยกำหนดว่าจะบังคับใช้กฎหทายอย่างเข้มงวด และไม่ให้บุหรี่ไฟฟ้ามีกลิ่นหอม ดังนั้นสถานการณ์ปัจจุบันไว้วางใจไม่ได้เพราะมีการต่อสู้ในระบบรัฐสภา ทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาล ที่เห็นด้วยและผลักดัน สิ่งที่น่าตกใจคือ ภูมิต้านทานสุขภาวะของเด็กไทย อยู่อันดับที่ 123 ถือเป็นอันดับบ๊วยในอาเซียน และอันดับการศึกษาอยู่ 95 ของโลก ในขณะที่สิงคโปร์ ลำดับการศึกษาในอาเซีนนอับดับ 1 และภูมิต้านทานสุขภาวะของเด็กอยู่ที่ 4 โดยภูมิต้านทานสุขภาวะของเด็ก วัดจากการเสียชีวิตในวัยเด็ก สุขภาพจิต ปัจจัยเสี่ยงจากยาเสพติด มองว่าเราจะปล่อยให้สิ่งแวดล้อมและการศึกษาอยู่ในภาวะล้มละลายไม่ได้แล้ว จำเป็นปกป้องดูแลสุขภาพของเด็กไทย รัฐต้องทำให้บุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด ลดน้อยลงหรือไม่มีเลย อย่างไรก็ตาม พบว่าปัจจุบันโรงเรียนตื่นตัวเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ามาก และรัฐบาลเข้ามาช่วยจัดการระดับหนึ่ง แต่ถ้าให้ยั่งยืนและมั่นคง คือ ต้องร่วมกันทั่งระบบครอบครัวและชุมชน แต่ปัจจุบันครอบครัวยังตระหนักไม่มากพอ มองว่าชุมชนต้องช่วยเป็นหูเป็นตา ช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่จัดการบุหรี่ไฟฟ้าให้หมดจากพื้นที่

“บุหรี่ไฟฟ้าเป็นภัยเงียบ ที่รุกเข้าไป 3 กลุ่มเป้าหมาย 1.เข้าทาง ส.ส. รัฐสภา กรรมาธิการ อดีตรัฐมนตรีบางคน เพื่อผลักดันให้ถูกกฎหมาย 2.ตลาดใหม่ๆ การเปิดเว็บ แอพพ์ต่างๆ และ 3.นักสูบหน้าใหม่ เด็กและเยาวชน สสส.เห็นภัยอันตรายจึงรณรงค์ ต่อสู้ สร้างเครือข่าย ในกลุ่มครู เด็ก และเยาวชน“ นายสมพงษ์ กล่าว