จับเข่าคุย‘ศ.นพ.กระแส ชนะวงศ์’ ย้อนตำนาน 73 ปี มหาวิทยาลัยเกริก

28.05.25 | 07:30 น.

จับเข่าคุย‘ศ.นพ.กระแส ชนะวงศ์’
ย้อนตำนาน 73 ปี มหาวิทยาลัยเกริก
ผลักดันการศึกษาด้วยปรัชญา‘ความรู้ทำให้คนองอาจ’

หมายเหตุ ศ.นพ.กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก ให้สัมภาษณ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 73 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยประวัติการพัฒนามหาวิทยาลัย รวมถึงทิศทางการส่งเสริมการเรียนรู้ในอนาคต

⦁ ความเป็นมาของมหาวิทยาลัยเกริกแต่ละช่วงเวลา กว่าจะมาถึง 73 ปี?

“มหาวิทยาลัยเกริกถือกำเนิดจาก ‘โรงเรียนภาษาและวิชาชีพ’ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2495 โดย ดร.เกริก มังคละพฤกษ์ ผู้ซึ่งเป็นนักการศึกษาที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ จุดมุ่งหมายในการตั้งมหาวิทยาลัยในระยะแรกนั้น เพื่อดำเนินการเรียนการสอนด้านภาษาอังกฤษแต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจาก ดร.เกริกมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ทั้งในด้านการเรียนการสอนและประสบการณ์จากการทำงาน นับได้ว่าเป็นคนไทยคนแรกที่นำการสอนภาษาอังกฤษสมัยใหม่ ซึ่งมุ่งให้นักศึกษาได้มีความรู้ในหลักภาษา และสามารถใช้ภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากพัฒนาเรื่องการเรียนการสอนที่เน้นการใช้ภาษาอังกฤษแล้ว ดร.เกริกยังให้ปรัชญาที่สำคัญไว้กับชาวเกริกว่า ‘ความรู้ทำให้องอาจ’ จากนั้นมหาวิทยาลัยมีการพัฒนาอย่างต่อเรื่อง เปิดแผนกบริหารธุรกิจและการเลขานุการเพิ่ม และพัฒนาเป็น โรงเรียนเกริกวิทยาลัย และยกฐานะเป็น เกริกวิทยาลัย เปิดสอนปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจและคณะเศรษฐศาสตร์ และพัฒนาเป็น สถาบันเทคโนโลยีสังคม (เกริก) และมหาวิทยาลัยเกริก มานานกว่า 30 ปี”

Advertisement

“แน่นอนว่าประเทศมีการเปลี่ยนแปลง ภาษาจีนเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและการท่องเที่ยว ฯลฯ ดังนั้น การศึกษาจึงต้องปรับตัว โดยในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ม.เกริก ได้เปิดสอนหลักสูตรภาษาจีน ซึ่งเป็นหลักสูตรนานาชาติเช่นเดียวกับหลักสูตรนานาชาติภาษาอังกฤษ มีการพัฒนาต่อเนื่องจนกระทั่งมีการเปิดหลักสูตรภาษาอาหรับ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัย

ส่งผลให้ ม.เกริกเป็นสถาบันการศึกษาที่มีความหลากหลายด้านหลักสูตร เปิดสอนทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ใน 3 คณะ 7 วิทยาลัย ได้แก่ คณะบริหารธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยสื่อสารการเมือง วิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติภาษาและวัฒนธรรมจีน วิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ วิทยาลัยนานาชาติศิลปะ วิทยาลัยนานาชาติบริติช และวิทยาลัยการบินและอวกาศ”

⦁ การเปิดวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัย?

“ยอมรับว่าใช่ และขอย้ำให้ทุกคนได้รับทราบว่า ไม่มีมหาวิทยาลัยเอกชน หรือมหาวิทยาลัยในระบบราชการแห่งใดในประเทศไทยที่มีสถาบัน หรือวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมอิสลาม และสอนด้วยภาษาอาหรับในกรุงเทพฯ จะมีเฉพาะในจังหวัดภาคใต้ การเปิดวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพจึงได้รับความสนใจจากนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านอิสลามศึกษาจำนวนมาก รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากบุคลากรที่มีความรู้จากสำนักจุฬาราชมนตรี ดังนั้น วิทยาลัยนานาชาติอิสลามฯ จึงถือว่ามีความโดดเด่น

สำหรับผมเองคุ้นเคยกับผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นอย่างมาก ทำให้เข้าใจความหมายและความสำคัญของการเรียนการสอนที่อยู่บนพื้นฐานของศาสนาอิสลาม โดยวิทยาลัยนานาชาติอิสลามฯ เปิดสอนมาแล้วกว่า 5 ปี มีนักศึกษาเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะจากจังหวัดภาคใต้เท่านั้น แต่ยังมีนักศึกษาในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งเขตมีนบุรีและหนองจอก นักศึกษาอิสลามจาก จ.พระนครศรีอยุธยา หรือแม้แต่นักศึกษาอิสลามจากต่างประเทศ อาทิ บังกลาเทศ ปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย อินโดนีเซีย เป็นต้น ทำให้เห็นถึงบรรยากาศความเป็นนานาชาติในมหาวิทยาลัย ซึ่งนอกจากนักศึกษาจีนที่มีจำนวนมากแล้ว นักศึกษาอิสลามศึกษาก็มีจำนวนมากไม่แพ้กัน”

⦁ รูปแบบการเรียนการสอนใน ม.เกริก ปัจจุบันเป็นอย่างไร?

“การเรียนการสอนที่ ม.เกริก มีความยืดหยุ่นในหลายรูปแบบ แบ่งเป็นภาคปกติ เรียนจันทร์-ศุกร์ ภาคเสาร์-อาทิตย์ เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานประจำ และการเรียนด้วยภาคออนไลน์ ผ่านระบบ Krirk Online ซึ่งช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา และในอนาคตอาจสามารถเชื่อมโยงไปถึงระดับจังหวัดและระดับหมู่บ้าน ทำให้ความรู้ที่เราพูดกันในกรุงเทพฯ ขยายไปในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ
ผมเองอยู่กับชนบทมามาก และด้วยความเป็นครู อาจารย์จึงเห็นว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า การศึกษาในชนบท คืออนาคตของประเทศไทย ดังนั้น จึงอยากให้ความรู้ทั้งหมดขยายไปในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และเริ่มทำในขอบเขตที่ว่า ม.เกริก จะสามารถทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับประเทศได้บ้าง โดยเฉพาะการขยายการศึกษาที่กระจุกตัวอยู่ภายในกรุงเทพฯ ไปยังระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อการพัฒนาประเทศ วิธีการหนึ่งที่จะทำให้เป้าหมายดังกล่าวเป็นไปได้เร็วขึ้น ก็ใช้ความเป็นมหาวิทยาลัยจัดอบรมให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และนักการเมือง เพื่อกระตุ้นให้หันมาสนใจการศึกษาในชนบทมากขึ้น”

⦁ ก้าวไปข้างหน้า ปีที่ 74 ของ ม.เกริก จะพัฒนาไปในทิศทางใด?

“ก่อนอื่นคงต้องถอยหลังมาตั้งหลัก เพื่อมองว่าเรามาทำการศึกษาเพื่ออะไร ซึ่งพบเหตุผลสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อคือ 1.ต้องการทำให้ลูกศิษย์เป็นคนเก่ง 2.ต้องการทำให้ลูกศิษย์เป็นคนดีของสังคมและประเทศ และ 3.ต้องการทำให้ลูกศิษย์มีภาวะผู้นำ เพราะฉะนั้นจึงมีการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยใหม่ วันนี้โลกเรามีความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน มหาวิทยาลัยได้จัดตั้ง 3 สถาบันเพื่อเรียนรู้ ทำวิจัย เพื่อรองรับภาคธุรกิจ ภายใต้แนวความคิด 1 แถบ 1 เส้นทาง หรือเส้นทางสายไหม ได้แก่ สถาบัน THAI CHINA ASEAN สถาบันการจัดการภัยพิบัติจากธรรมชาติ และสถาบันพัฒนาภาวะผู้นำ เพื่อเป็นการติดอาวุธ เพิ่มทักษะ เตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษารุ่นใหม่ให้ตามเหตุการณ์โลกทัน และรวมไปถึงการช่วยชุมชนและประเทศต่อไปในอนาคตได้ รวมถึงต้องส่งเสริมการศึกษาทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การยกย่องคนดี มีความสามารถจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อเป็นแบบอย่างให้นักศึกษาได้ใช้เป็นแบบที่ดี ในการเรียนและการดำเนินชีวิต

ดังนั้น หากจะให้สรุปทิศทางของ ม.เกริก อาจแบ่งได้เป็น 5 ประการ ดังนี้ 1.ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2.ส่งเสริมนวัตกรรมในเรื่องต่างๆ ทั้งการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ 3.ส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ 4.ปลูกฝังศีลธรรม คุณธรรม ความกตัญญูกตเวที ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และ 5.สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารให้ทันสมัย เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาก่อนออกไปสู่โลกภายนอก”

⦁ ในยุคที่มหาวิทยาลัยต้องเผชิญกับความท้าทาย ม.เกริก ปรับตัวอย่างไร?

“ในยุคที่มีเด็กเกิดน้อย อาจต้องมองไปที่กลุ่มนักศึกษาต่างประเทศ อย่างเช่น นักศึกษาจีน ซึ่งต้องยอมรับว่ามีความต้องการเข้ามาเรียนในประเทศไทยจำนวนมาก โดยปัจจุบันมีนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนในประเทศไทยกว่า 30,000 คน ถือว่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศออสเตรเลียที่มีนักศึกษาจีนมากกว่า 300,000 คน โดยสาเหตุที่นักศึกษาจีนอยากเข้ามาเรียนในประเทศไทยมากขึ้นอาจเพราะเห็นว่าคนไทยใจดี ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมให้การต้อนรับ รวมถึงอาหารการกินก็มีความใกล้เคียง จนกระทั่งเกิดคำพูดที่ว่า ‘ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’

โดยการเปิดหลักสูตรเพื่อรองรับนักศึกษาจีน จะต้องเป็นหลักสูตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับปริญญาโท ปริญญาเอก เพราะประเทศจีนมีการตรวจสอบที่เข้มข้น ซึ่งไม่ใช่แต่ ม.เกริกเท่านั้น ขณะนี้มหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็ต้องปรับตัว การเปิดรับนักศึกษาจีนและนักศึกษาจากประเทศอื่นๆ เข้ามาเรียนถือเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาการศึกษา และสร้างรายได้เข้าประเทศอีกช่องทางหนึ่ง”