นางประพันธ์ศิริ สุเสารัจ อดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า วิกฤติมหาวิทยาลัยไทยปีนี้หนักหน่วงเกินคาด เนื่องจากประชากรในวัยเรียนลดลง และส่วนใหญ่มุ่งเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยใหญ่ เด่น ดัง ส่วนมหาวิทยาลัยอื่นๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเล็กๆ ไม่มีนักศึกษามาเรียนตามเป้าหมาย บางแห่งนักศึกษาน้อยจนน่าตกใจ ว่าจะต้องเตรียมปิดกิจการหรือควบรวมกิจการหรือไม่
นางประพันธ์ศิริ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยมากเกินไปถึง 390 แห่งไม่สัมพันธ์กับจำนวนนักเรียนที่จะเข้าที่มีน้อยเกินไป รวมทั้งเปิดคณะวิชาและหลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการและเท่าทันสังคม เริ่มส่งผลให้เห็นปัญหา ทำให้มหาวิทยาลัยเริ่มปรับตัว หลายแห่งมุ่งเป้าไปจัดการศึกษารูปแบบอื่น เช่น สะสมหน่วยกิตหรือเป็นการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อประชาชนกลุ่มอื่น หลายแห่งหันไปรับนักศึกษาจากต่างชาติโดยใช้การตลาดนำ สร้างแรงจูงใจ มีข้อเสนอ การบริการ ให้ความสะดวกที่น่าสนใจโดยเฉพาะนักศึกษาจากจีนซึ่งที่เรียนในจีนมีไม่เพียงพอ บางคนเข้ามาเรียนโดยมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง เช่นต้องการ เข้ามาพำนัก ย้ายที่อยู่ หางานทำ หรือทำธุรกิจอื่นในประเทศไทยในคราบนักศึกษา
“ถ้าไม่คิดน้อยเกินไป นับว่าเป็นสิ่งที่จะมีผลกระทบตามมา ไม่เพียงแต่เฉพาะคุณภาพการศึกษา แต่จะยังมีผลต่อโครงสร้างประชากร อาชีพ เศรษฐกิจและสังคม อาชญากรรมที่จะตามมาในอนาคต ซึ่งรัฐบาลต้องให้ความสำคัญและหันมาป้องกันและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ดูได้จากประเทศอื่นๆที่มีประชากรมากกว่าไทย หรือใกล้เคียงกับเราเขามีมหาวิทยาลัยมีมหาวิทยาลัย เพียงไม่กี่แห่ง อาทิ เวียดนาม ประชากร 100.4 ล้านคน มหาวิทยาลัย 48 แห่ง ,ฟิลิปินส์ ประชากร 105 ล้าน มีมหาวิทยาลัย 302 แห่ง ,เกาหลีใต้ ประชากร 51ล้าน มีมหาวิทยาลัย 238 แห่ง ,มาเลเชีย ประชากร 35 ล้านคน มีมหาวิทยาลัย ของรัฐ 70 แห่ง ,อังกฤษมีประชากร 70 ล้านคน มีมหาวิทยาลัย 130 แห่ง ขณะที่ ไทย ประชากร 71 ล้านคน มีมหาวิทยาลัย 390 แห่ง” นางประพันธ์ศิริ กล่าว

