
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ ม.ศิลปากร วังท่าพระ มีการจัดการประชุมวิชาการเรื่อง “การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์กับสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง ในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน” หนึ่งในหัวข้อการสัมมนาคือเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคไพลสโตซีนตอนปลาย-ปัจจุบัน : โดยหลักฐานที่หลากหลาย” โดย รศ.ดร.นาฏสุดา ภูมิจำนงค์ อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ม.มหิดล
รศ.ดร.นาฏสุดา กล่าวว่า จากการตีความหลักฐานทางวิชาการชี้ว่า เมื่อ 40,000 ปีก่อน สภาพอากาศของประเทศไทยเย็นและแห้งแล้งกว่าปัจจุบัน มีป่าสนกระจายในภาคเหนือและบางส่วนของอีสาน ต่อมาเมื่อราว 8,000 ปีที่ผ่านมา น้ำทะเลรุกเข้าไปถึงภาคกลางตอนกล่างของไทย ราว 6,000 ปีที่ผ่านมา อุณภูมิสูงขึ้นในระดับที่เหมาะสม ต่อมาเมื่อราว 2,700-1,000 ปีที่แล้ว ระดับน้ำทะเลเท่ากับระดับในปัจจุบัน และเมื่อราว ค.ศ.1400-1500 ยุโรปเกิดอากาศหนาวเย็น ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็แห้งแล้งและเย็นลง ปริมาณฝนค่อนข้างต่ำ สันนิษฐานว่าเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟขนาดใหญ่จำนวนมากและต่อมาในค.ศ.1700-1800 มีความแห้งแล้งต่อเนื่องยาวนานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาจเป็นเหตุที่นครวัดล่มสลาย โดยมีสาเหตุหลักจากความแปรปรวนของลมมรสุม

“มีคำถามมากมายว่านครวัดเป็นอาณาจักรที่อลังการมาก ทำไมล่มสลาย อย่างไรก็ตาม ถ้ามองถึงเทคโนโลยีทางการเกษตรซึ่งยุคนั้นไม่ได้เจริญเหมือนปัจจุบัน นครวัดมีบารายซึ่งเป็นระบบชลประทานอย่างหนึ่ง แต่หากเกิดความแห้งแล้งยาวนาน น้ำน้อยลง ผลผลิตอาหารจะน้อยตามไปด้วย เมื่อไหร่ที่คนและกองทัพ ขาดแคลนอาหาร ก็เกิดความอ่อนแอ รวมถึงโรคภัยไข้เจ็บที่จะตามมา อย่างไรก็ตาม อาจมีปัจจัยอื่นๆมาเกี่ยวข้อง เช่น การแย่งชิงอำนาจ” รศ.ดร.นาฏสุดากล่าว
ส่วนภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ รศ.ดร.นาฏสุดากล่าวว่า ในอดีตสภาพอากาศจะเปลี่ยนแปลงเป็นวงรอบที่หมุนวน เช่น อากาศหนาว และความแห้งแล้ง แต่ในปัจจุบันจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างมากคือตัวเร่งให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น นอกจากนี้ ตนมองว่ามีการจัดการน้ำที่ผิดพลาด เพราะหากเปรียบเทียบอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนในอดีตกับปัจจุบัน ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
“หลายแสนปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักที่ทำให้สภาพกาศเปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ เนื่องจากมนุษย์มีประชากรน้อย เทคโนโลยีไม่เยอะ แต่ช่วงใกล้ยุคปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงธรรมชาติยังมีผลอยู่ แต่จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น เป็นตัวเร่งให้ภูมิอากาศที่อาจเคยเปลี่ยนแปลงทุกรอบ 50,000 ปี เกิดไวขึ้น อาจเรียกได้ว่าเป็นความแปรปรวนของภูมิอากาศในปัจจุบัน นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำในประเทศไทย ไม่ถูกต้อง อุณหภูมิและปริมาณน้ำฝน หากดูข้อมูลย้อนหลัง ไม่ได้น้อยลงจากอดีตมากนัก แต่ปัจจุบันมีการส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้น้ำมากเยอะขึ้น โดยลืมมองข้อจำกัดต่างๆ ซึ่งในอดีตไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เรามีพื้นที่ทำนาพอสมควร แต่ระบบการจัดการน้ำและบริหารที่ดินผิดพลาด เพราะฉะนั้นจะบอกว่าปีนี้แล้ง โดยบอกว่าเกิดจากภาวะโลกร้อนนั้น ไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้อง” รศ.ดร.นาฏสุดากล่าว

รศ.ดร.นาฏสุดา ยังกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีการแปรปรวนของฤดูกาลที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีเหตุปัจจัยซับซ้อน อาจจะไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของรอบอากาศตามปกติ แต่สันนิษฐานว่าปริมาณก๊าซเรือนกระจกปล่อยขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศซึ่งมากเกือบถึง 400 พีพีเอ็ม ซึ่งมากกว่าเมื่อ 200 ปีที่แล้วนับร้อยพีพีเอ็ม และเมื่อนับย้อนไปเมื่อราว 800,000 ปีที่แล้วมีค่าดังกล่าวเพียง 285 พีพีเอ็ม ต่อมาในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมคือ ค.ศ.1700 จน2016 เพิ่มเป็น 400 พีพีเอ็ม ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นสูงมาก จึงสรุปได้ชัดเจนว่าก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มสูงไปดูดซับอินฟาเรดที่จะสะท้อนออกไปนอกโลก มาอยู่ในพื้นผิวโลกมากขึ้น โดยทั่วไปการพัดพาของลมจะเป็นไปตามปกติ แต่เนื่องจาก๊าซเรือนกระจกทำให้เกิดการแปรปรวน ส่งผลถึงโอกาสที่จะเกิดพายุในทะเล ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงตามวงรอบปกติ
“เราต้องนำข้อมูลในอดีตมาร่วมศึกษา และทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าสาเหตุใดที่ทำให้ภูมิอากาศแปรปรวน หากเป็นสาเหตุจากธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็ต้องยอมรับในส่วนนั้น และต้องมาพิจารณาเรื่องการบริหารจัดการว่าจะทำอย่างไร เรามีบทเรียนเยอะ แต่ไม่ค่อยถอดบทเรียน ค่อนข้างลืมอดีตเร็ว แต่สิ่งที่ต้องจัดการต่อไปคือ ทำอย่างไรที่ประชากร 67 กว่าล้านคน กับที่ดินที่ควรสมดุลทุกด้านทั้งในการเกษตร การใช้น้ำอุปโภคบริโภค” รศ.ดร.นาฏสุดาสรุป

